สายมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์

วารสารมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร
หลักเกณฑและค  ําแนะนําสําหรับผูนิพนธบทความ หรือบทความวิจัย
(Instructions for the Authors)
วารสารมนุษยศาสตรและสังคมศาสตรมหาวิทยาลัยมหาสารคาม มีนโยบายในการ
สงเสริม เผยแพรผลงานวิชาการและงานวิจัยที่มีคุณคาตอการพัฒนาองคความรูทางวิชาการและ
เปนสื่อกลางแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงวิชาการ โดยครอบคลุมวิทยาการดานมนุษยศาสตรและ 
สังคมศาสตรโดยรูปแบบผลงานที่วารสารจะรับพิจารณา มี 3 ประเภท คือ บทความทั่วไป
บทความวิจัย และบทวิจารณหนังสือ
บทความและบทความวิจัยที่จะนํามาตีพิมพในวารสารมหาวิทยาลัยมหาสารคามนี้
จะตองไดรับการตรวจสอบทางวิชาการ ( Pree review) กอน เพื่อใหวารสารมีคุณภาพในระดบั
มาตรฐานสากล และนําไปอางอิงได ผลงานที่สงมาตีพิมพจะตองมีสาระ งานทบทวนความรูเดิม
และเสนอความรูใหมที่ทันสมัยรวมทั้งขอคิดเห็นที่เกดประโยชน ิ ตอผูอาน ผลงานไมเคยถูกนําไป
ตีพิมพเผยแพรในวารสารอนใดมาก ื่ อน และไมไดอยูในระหวางการพิจารณาลงวารสารใดๆ การ
เตรียมตนฉบับที่จะมาลงตีพิมพควรปฏบิัติตามคําแนะนําดังนี้
การเตรียมตนฉบ  ับสําหรบบทความและบทความว ั ิจัย
1. ภาษา เปนภาษาไทยหรืออังกฤษก็ได ถาเปนภาษาไทย ใหยึดหลักการใช
คําศัพทหรือการเขียนทับศัพทใหยึดหลักของราชบัณฑิตยสถาน พยายามหลีกเลี่ยงการใช
ภาษาอังกฤษในขอความ ยกเวนกรณีจําเปน ศัพทภาษาอังกฤษที่ปนไทย ใหใชตัวเล็กทั้งหมด
ยกเวนชื่อเฉพาะซึ่งตองขึ้นตนดวยต  ัวอักษรใหญ ถาเปนภาษาอังกฤษ ควรใหผูเชี่ยวชาญใน
ภาษาอังกฤษตรวจสอบความถูกตองกอนที่จะสงตนฉบับ
2. ขนาดของตนฉบับ พิมพหนาเดี่ยวบนกระดาษสั้น ขนาด เอ 4 (216 x 279
มม.) ควรเวนระยะหางจากขอบกระดาษดานบนและซายมืออยางนอย 40 มม. (1.5 นิ้ว) ดานลาง
และขวามืออยางนอย25 มม. (1 นิ้ว) พิมพดวยโปรแกรมไมโครซอฟทเวิรด ดวยร  ูปแบบอักษร
browallia New ขนาด 16 ตัวอักษรยอนิ้วใสตวอั ักษรดวย
3. จํานวนหนา บทความและบทความวิจัย ไมควรเกิน 12 หนา
การเรียงลําดับเนื้อหา
1. บทความวิจัย
1.1 ชื่อเรื่อง (title) ควรสั้น กะทัดรัด และสื่อเปาหมายหลักของการศึกษาวิจัย
ไมใชคํายอ ความยาวไมควรเกิน 100 ตวอั ักษร ชื่อเรองต ื่ องมีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
โดยใหนําชื่อเรื่องภาษาไทยขึ้นกอน
1.2. ชื่อผูนิพนธและที่อยู ใหมีทั้งภาษาไทย และภาษาองกฤษ ั และระบุตําแหนงทางวิชาการ หนวยงานหรือสถาบัน ที่อยูและ E-mail ของผูนิพนธ เพื่อใชตดติ อ
เกี่ยวกับตนฉบับและบทความที่ตีพิมพแลว
1.3. บทคัดยอ (abstract) ใหมีทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ เปนเนื้อความ
ยอที่อานแลวเขาใจงาย โดยเรียงลําดับความสําคัญของเนื้อหาเชน วตถั ุประสงควธิีการศึกษา
ผลงานและการวิจารณอยางตอเนื่องกัน ไมควรเกิน 250 คํา หรือ 15 บรรทัด ไมควรมีคํายอให
บทคัดยอภาษาไทยขึ้นกอนภาษาอังกฤษ
1.4. คําสําคัญหรือคําหลกั (keywords) ใหระบุทั้งภาษาไทย และ
ภาษาอังกฤษ ใสไวทายบทคัดยอของแตละภาษา
1.5. บทนํา (introduction) เปนสวนของเน  ื้อหาที่บอกความเปนมาและเหตุผล
นําไปสูการศกษาว ึ ิจัย ใหขอมูลทางวิชาการพรอมทั้งจุดมุงหมายที่เกี่ยวของอยางคราว ๆ และมี
วัตถุประสงคของการศ  ึกษาและการวิจัยนั้นดวย
1.6.วัสดุอุปกรณและวิธีการศึกษา ใหระบุรายละเอียดวัสดุอุปกรณสิ่งที่
นํามาศึกษาจานวนล ํ ักษณะเฉพาะของตัวอยางที่ศึกษา ตลอดจนเครื่องมือและอุปกรณตางๆ ที่
ใชในการศึกษาอธิบายวิธีการศึกษา หรือแผนการทดลองทางสถิติการสุมตัวอยางวธิีการเก็บ
ขอมูลและวิธีการวิเคราะหขอมูล
1.7. ผลการศึกษา (results)แจงผลที่พบตามลําดับหัวขอของการศึกษาวิจัย
อยางชัดเจนไดใจความ ถาผลไมซับซอนไมมีตัวเลขมาก ควรใชคําบรรยาย แตถามีตัวเลขมาก
ตัวแปรมาก ควรใชตาราง  แผนภูมิแทน ไมควรมีเกิน 5 ตารางหรือแผนภูมิควรแปรความหมาย
และวิเคราะหผลท  ี่คนพบ และสรุปเปรียบเทียบกับสมมติฐานที่ตั้งไว
1.8.วิจารณและสรุปผล ( discussion and conclusion ) ชี้แจงวาผล
การศึกษาตรงกับวัตถุประสงคของการวิจัย หรือแตกตางไปจากผลงานที่มีผูรายงานไวกอน
หรือไมอยางไรเหตุผลใดจงเปึ นเชนนั้น และมีพื้นฐานอางอิงที่เชื่อถือไดและใหจบดวย
ขอเสนอแนะที่จะนําผลการวิจัยไปใชประโยชนหรือทิ้งประเด็นคําถามการวิจัย ซึ่งเปนแนวทาง
สําหรับการวิจัยตอไป
1.9. ตารางรูป รูปภาพและแผนภูมิควรคดเลั ือกเฉพาะที่จําเปน และตองมี
คําอธิบายสั้นๆ แตสื่อความหมาย ไดสาระครบถวน ในกรณีที่เปนตาราง คําอธิบาย ตองอยู
ดานบน ในกรณีที่เปนรูปภาพ หรือแผนภูมิคําอธิบายอยูดานลาง
1.10. กิตติกรรมประกาศ ระบุสั้นๆ วาไดรับการสนับสนุนทุนวิจัย และความ
ชวยเหลือจากองคกรใดหรือใครบาง
1.11. เอกสารอางอิง ( references)สําหรับการพิมพเอกสารอางอิง ทั้ง
เอกสารอางอิงที่เปนภาษาไทย และภาษาอังกฤษโดยมีหลักการทั่วไป คือเอกสารอางอิงตอง
เปนที่ถูกตีพิมพและไดรับการยอมรับทางวชาการ ิ ไมควรเปนบทคัดยอและไมใชการ
ติดตอสื่อสารระหวางบุคคล ถายังไมไดถกตู ีพิมพตองระบุวารอการตีพิมพ (in press) 2. บทความทั่วไป
2.1 ชื่อเรื่อง
2.2 ผูแตง
2.3 บทคัดยอ
2.4 คําสําคัญ
2.5 บทนํา
2.6 เนื้อหา
2.7 บทสรุป
2.8 เอกสารอางอิง
3. บทวิจารณหนังสือ
3.1 ขอมูลทางบรรณานุกรม
3.2 ชื่อผูวิจารณ
3.3 บทวิจารณ
เอกสารอางอิง
ใชรูปแบบการอางอิง (APA Style) การเขียนเอกสารอางอิง
ก. กรณีที่เปนรายงานว  ิจัย มีรูปแบบและการเรียงลําดับดังน : ี้ ชื่อผูเขียน (ในกรณี
ภาษาไทย ใชชื่อและนามสกุลและในกรณีภาษาอังกฤษ ใชนามสกุลและชื่อ). ปที่พิมพ. ชื่อ
เรื่อง. ชื่อยอของวารสาร. เลมที่พิมพฉบับที่พิมพ: เลขหนาแรกถึงหนาสุดทายของเรื่อง. ใน
กรณีที่มีผูเขียนมากกวา 6 คน ใหใส รายชื่อผูเขียนทั้ง 6 คนแรก แลวตามดวยคําวา “ และคณะ”
หรือ “et al”
ตัวอยาง
อมรรัตนจงสวัสตั้งสกุล, ลัดดา เหมาะสุวรรณ. (2002). Evidenced based maillard
reeaction : focusing on parenteral nutrition. วารสารโภชนบําบัด.13(1) : 3-11
Vega KJ, Pina I, Krevaky B. (1996). Heart transplantation is associated is with an
increase risk for pancreatobiliary diseases. Ann Intern Med. 124(11) : 980-3
ข. กรณีที่เปนหน  ังสือ มรีูปแบบและการเรียงลําดับ เหมือนเอกสารอางอิงที่เปน
รายงานวิจัย (ในขอ ก. ) ยกเวน ใชชื่อหนังสือเมองท ื ี่พิมพ : สํานักพิมพแทน ชื่อยอวารสาร
ตัวอยาง
วิญูมิตรานันท. (2538). พยาธิกายวิภาค. กรุงเทพ : โอเอสพรินติ้งเฮาส . 629-78.
Ringsven MK, Bond D.(1996). Gerontology and leadership skills for nureses. 2
nd
ed.
Albany (NY) : Delmar Publishers. 100-25.
ค. กรณีที่เปนรายงานการประช  ุมและสัมมนา มีรปแบบการเร ู ียงลําดับ คือ ชอผื่ ู
แตง. ปที่พิมพ. ชื่อเอกสารรวมเรื่องที่ไดจากรายงานการประชุม. วัน เดือน ปที่จัด : สถานที่จัด :
สํานักพิมพหรือผูจัดพิมพ. เลขหนา.
ตัวอยาง
ณัฐนันทสินชยพาน ั ิช, วราภรณจรรยาประเสริฐ, ยุพิน รุงเวชวฒุ ิวทยา ิ , มนตชุลีนิติพน,
สาธิต พุทธิพพิัฒนขจร. (2542). เภสัชกรพัฒนาเพื่อการพึ่งพาตนเอง. รายงานการประชุม
วิชาการเภสัชกรรม ประจําป 2542 ของเภสัชกรรมสมาคมแหงประเทศไทย ; 24-26 มีนาคม
2542. กรุงเทพมหานคร : เภสัชกรรมสมาคมแหงประเทศไทย. 89-105.
Kimmura J. Shibasaki H, editors. (1996). Proceeding of 10yh International Congress of
EMG and/Clinical Neurophysilogy ; 15-16 Oct 1995; Kyoto Japan. Amsterdam:
Eelsevier. 80-90. ง. กรณีเปนวิทยานิพนธ มีรูปแบบการเรียงลําดับ คือ ชื่อผูแตง. ปที่พิมพ. ชื่อ
วิทยานิพนธ. สถาบันที่พิมพ : ชื่อสถาบันการศึกษา
ตัวอยาง
อัมพร ณรงคสันติ.(2541). การใชยาเจนตามัยซินวันละครั้งเปรียบเทียบกับวันละสองครั้งใน
ทารกแรกเกิดไทย. (วิทยานิพนธปริญญาเภสัชศาสตรมหาบัณฑิต). กรุงเทพมหานคร :
บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย.
Kaplan SJ. (1995).Post-hospital home health care: the elderly ,s access and uutilization
[dissertayion]. St. Louis (MO):Washington Univ.
ตัวอยาง
จ. กรณีที่เปนบทความในหนังสือพิมพ มีรูปแบบและการเรียงลําดับเหมือน
เอกสารอางอิงที่เปนรายงานวิจัย (ในขอ 11.1.1. ก)
ตัวอยาง
Lee G. (1996). Hospitalzation tied to ozone pollution: study estimtes 50,000 admissions
annually.The Washington PostJun 21.5.
ฉ. กรณีที่เปนหน  ังสืออิเล็กทรอนิกส มีรูปแบบและการเรียงลําดับ คือ ชื่อผูแตง . ปที่
พิมพชื่อเรื่อง. ชื่อวารสาร ( ปเดือน วันที่อางอิงถึง) เลมที่ (ฉบับที่ ) : ไดมาจาก ชื่อ
website
ตัวอยาง
Morse SS. (1995). Factors in the emergence of infactious disease. Emerg Infect Dis
[cited 1996 Jun 5] ; 1(1): Available from:URL// www. Cdc.gov/ncidod/Eid.htm รูปแบบการเขียนบทความ
ชื่อเรื่อง ภาษาไทย………… (Browallia New 18 pt. หนา)……………………..
ภาษาอังกฤษ……………….. (Browallia New 18 pt. หนา)…………………….
ชื่อผูนิพนธ ภาษาไทย …………………,
1
…………………,
2
………………
3
ภาษาอังกฤษ …………………..,
1
………………………..,
2
…………………..
(Browallia New 16 pt. ปกติ)
บทคัดยอ (Browallia New 16 pt. หนา)
…………………………………………………………………………….…………………
………………………(เนื้อเรื่องBrowallia New 14 pt. ปกติ)……………………………………………………………
……………………………………………………………………………………….……………….
.……………………………………………………………………………………….………………
คําสําคัญ: (หัวขอBrowalia New ขนาด 14 Pt.หนา).(เนื้อหา Browalia New ขนาด 14 Pt.ปกติ)
Abstract (Browallia New 16 pt. หนา)
…………………………………………………………..……………………………………………..
……………….……… (เนื้อเรื่องBrowallia New 14 pt. ปกติ) …………………………………..
………………………………………………………….……………………………………………..
………………………………………………………….……………………………………………..
Keyword: (หัวขอBrowalia New ขนาด 14 Pt.หนา).(เนื้อหา Browalia New ขนาด 14 Pt.ปกติ)
1
รายละเอียดของผูนิพนธภาษาไทย .. (เนื้อหา Browalia New ขนาด 12 Pt.ปกติ)….หนวยงานที่สังกัด…เบอรโทรศัพท….
Email…
1
รายละเอียดของผูนิพนธภาษาอังกฤษ .. (เนื้อหา Browalia New ขนาด 12 Pt.ปกติ)….หนวยงานที่สังกัด…เบอรโทรศัพท….
Email…บทนํา (Introduction) (Browallia New 16 pt. หนา)
(เนื้อเรื่องBrowallia New 14 pt. ปกติ) ………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………….
……………………………………………………………………………………………………………………………………………….
……………………………………………………………………………………………………………………………………………..
วัสดุอุปกรณและวิธีการศึกษา (Materials and Methods) (Browallia New 16 pt. หนา)
วัสดุอุปกรณที่ใชในงานวิจัย
วิธีวิจัย และการวางแผนการทดลองทางสถิติ
การเก็บขอมูล
การวิเคราะหขอมูลและแปลผลขอมูล
(เนื้อเรื่องBrowallia New 14 pt. ปกติ)
ผลการศึกษา (Results) (Browallia New 16 pt. หนา)
(เนื้อเรื่องBrowallia New 14 pt. ปกติ)………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………
วิจารณและสรุปผล (Discussion and Conclusion) (Browallia New 16 pt. หนา)
(เนื้อเรื่องBrowallia New 14 pt.ปกติ)……………………………………….……………………………….
………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………
เอกสารอางอิง (References) (Browallia New 16 pt. หนา)
(เนื้อเรื่องBrowallia New 14 pt. ปกติ)
จัด
เปน
2
คอ
ลัมนตัวอยางบทความ
การสํารวจความคิดเห็นของนิสิตเภสัชศาสตรที่มตีอโครงการคายหมอยาเรียนรูชุมชน
A Survey Study of Pharmacy Students’ Opinion on Community-learning Pharmacy
Camp Project
อิสราจุมมาลี
1
, รุจิลักขณรัตตะรมย
1
, พุฒพงศ ิ สตยวงศ ั ทิพย
1
Issara Chummalee1
, Ruchilak Rattarom
1
, Bhuddhipong Satayavongthip1
_______________________________________
บทคัดยอ
การวิจัยครั้งนี้มีความมุงหมายเพื่อศึกษาความคิดเห็นของนิสิตเภสัชศาสตรตอโครงการคายหมอยา
เรียนรูชุมชนและเปรียบเทียบความสุขหลังจากการออกคายหมอยาเรียนรูชุมชน กลุมตัวอยางเปนนิสิตเภสัช
ศาสตรที่เขารวมคายหมอยาเรียนรูชุมชน จํานวน 72 คน ใชแบบสอบถามแบบชนิดตอบเองในการเก็บ
รวบรวมขอมูลและไดรับตอบกลับ จํานวน 49 ชุด คิดเปนรอยละ 68.06 สถิติที่ใชในการวิเคราะหขอมูลคือสถิติ
paired t-test และสถิติเชิงพรรณนา ไดแกรอยละ, คาเฉลี่ย และสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบวา
1) นิสิตเภสัชศาสตรมีระดับความคิดเห็นเชิงบวกตอโครงการคายหมอยาเรียนรูชุมชนในภาพรวมและรายขอ
อยูในระดับมาก และ 2) คาเฉลี่ยความสุขหลังออกคายหมอยาเรียนรูชุมชนสูงกวากอนออกคายหมอยาเรียนรู
อยางมีนัยสําคัญทางสถิติ (p<0.001)
คําสําคัญ: ความคิดเห็น, ความสุข, นิสิตเภสัชศาสตร
Abstract
The purposes of this research were to investigate pharmacy students’ opinion on
community-learning pharmacy camp project and to compare their happiness after participating in the
project. The samples were 72 pharmacy students who participated in the pharmacy camp project.
The self-administered questionnaire was used to collect data. 49 questionnaires (68.06% response
rate) were returned. Paired t-test and descriptive statistics such as percentage, mean, and standard
deviation were used for data analysis. The results of this research revealed that 1) The pharmacy
students showed their positive opinion on the project with the high agreement as a whole and each
item. 2) The mean of students’ happiness score in post-test was higher than pre-test score
significantly. (p<0.001)
Keywords: opinion, happiness, pharmacy students
1
อาจารยประจํา, คณะเภสัชศาสตรมหาวิทยาลัยมหาสารคาม
1 Lecturer, Faculty of Pharmacy, Mahasarakham Universityบทนํา
คณะเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัย
มหาสารคาม ไดเปดการเรียนการสอนในสาขา
เภสัชศาสตรหลักสูตรเภสัชศาสตรบัณฑิต
(Doctor of Pharmacy) ซึ่งเปนหลักสูตรที่มุงเนน
ใหนิสิตเภสัชศาสตรที่จบเปนเภสัชกรจาก
หลักสูตรดังกลาวสามารถดูแลและรักษาผูปวย
เฉพาะรายรวมกับทีมสหวิชาชีพอื่นๆ ไดอยางมี
ประสิทธิภาพ จากลักษณะของหลักสูตรทําให
กระบวนการจัดการเรียนการสอนของคณะเภสัช
ศาสตรไดใหความสําคัญทั้งดานเนื้อหา องค
ความรูทางวิชาการและกิจกรรมเสริมหลักสูตร
เพื่อจะทําใหนิสิตเภสัชศาสตรสามารถจบไปเปน
เภสัชกรที่มีคุณภาพและชวยเหลือสังคมตอไป ใน
ดานกิจกรรมเสริมหลักสูตรเปนสวนที่จะชวยเติม
เ ต็ม ชีวิตการเปน นิสิตเภสัชศาสตรในรั้ว
มหาวิทยาลัยมหาสารคามใหสมบูรณยิ่งขึ้น คณะ
เภสัชศาสตรจึงเปดโอกาสใหนิสิตไดแสดง
ความสามารถและเลือกทํากิจกรรมตามความถนัด
และความสนใจของแตละบุคคล ในคณะเภสัช
ศาสตรมหาวิทยาลัยมหาสารคาม มีสโมสรนิสิต
คณะเภสัชศาสตรทําหนาที่ดูแลกิจกรรมของนิสิต
ภายในคณะ ในปการศึกษา 2550 มีชมรมสังกัด
สโมสรนิสิตคณะเภสัชศาสตรจํานวน 7 ชมรม
ไดแก ชมรมดนตรีชมรมดอกไมประดิษฐชมรม
สมุนไพร ชมรมพุทธปณิธาน ชมรมไพบริดจ
ชมรมถายภาพ และชมรมเปตอง นอกจากนี้
สโมสรนิสิตคณะเภสัชศาสตรยังมีกิจกรรมตางๆ ที่
จัดขึ้นเพื่อใหนิสิตเภสัชศาสตรสามารถเขารวม
ตลอดทั้งปและหนึ่งในกิจกรรมดังกลาวที่ไดรับ
ความสนใจเปนพิเศษในชวงปดภาคเรียนคือ
กิจกรรมออกคายหมอยาเรียนรูชุมชน ซึ่งสโมสร
นิสิตเภสัชศาสตรจัดขึ้นเปนประจําทุกปในป
การศึกษา 2550 สโมสรนิสิตคณะเภสัชศาสตรได
วางแผนไปออกคายและทํากิจกรรมที่หมูบาน
หนองแตอําเภอวาปปทุม จังหวัดมหาสารคาม
ระหวางวันที่ 17-21 มีนาคม 2551
โครงการคายหมอยาเรียนรูชุมชนป
การศึกษา 2550 จัดขึ้นเปนครั้งที่ 6 ซึ่งเกิดขึ้นจาก
แนวคิดของนิสิตที่มีความสนใจในการทํากิจกรรม
ที่เปนประโยชนแกสังคมและตองการสรางจิต
อาสาใหเกิดขึ้นในหมูมวลเพื่อนนิสิต เพราะ
ตระหนัก วาการไดเ ขามาเรียนในระดับ
มหาวิทยาลัยไดใชประโยชนจากภาษีของ
ประชาชนถือวามีโอกาสมากกวาผูอื่น และ
สอดคลองกับปรัชญา ของคณะเภสัชศาสตร
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ที่วา “รอบรูเรื่องยา
นําประชาสรางสุขภาพ” (รายงานประจําป,
2549) ทําใหนิสิตเภสัชศาสตรไดรับการคาดหวัง
จากสังคมวาเมื่อจบการศึกษาแลวจะเปนบุคลากร
ดานสุขภาพที่มีบทบาทสําคัญในเรื่องการใชยา
อยางเหมาะสมและเปนผูนําในการสรางเสริม
สุขภาพแกประชาชน ดังนั้น สโมสรนิสิตคณะ
เภสัชศาสตรจึงจัดโครงการคายหมอยาเรียนรู
ชุมชนเพื่อศึกษาและเรียนรูบริบทของชุมชนให
มากขึ้น และเปนการเปดเวทีใหนิสิตเภสัชศาสตรมี
โอกาสไดฝกกระบวนการทํางานกลุมและรูจักการ
ทํางานรวมกับชุมชน โดยอาศัยการลงมือปฏิบัติ
จริง นอกจากนี้นิสิตเภสัชศาสตรจะไดนําแนวคิด
การสรางเสริมสุขภาพไปปรับใชในการจัดกิจกรรม
รณรงคการมีพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม จนทํา
ใหประชาชนเกิดความตระหนักและสามารถ
ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของตนเองได
รวมทั้งนิสิตเภสัชศาสตรเองสามารถนําเอา
ประสบการณที่ไดรับจากการออกคายหมอยา
เรียนรูชุมชนไปใชในการพัฒนาวิชาชีพเภสัชกรรม
ตอไปในอนาคต
จากเหตุผลดังที่กลาวมา ทําใหผูวิจัยเห็น
ความสําคัญที่จะทําการศึกษาความคิดเห็นของ
นิสิตเภสัชศาสตรตอโครงการคายหมอยาเรียนรู
ชุมชน เพื่อใชเปนขอมูลในการปรับปรุงและพัฒนา
รูปแบบกิจกรรมที่จะเปนประโยชนตอการพัฒนา
กิจกรรมนิสิตในปการศึกษาตอไป
วัตถุประสงคการวิจัย
1. เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนิสิต
เภสัชศาสตรตอโครงการคายหมอยาเรียนรูชุมชน
2. เพื่อเปรียบเทียบความสุขกอนและหลังเขารวมโครงการคายหมอยาเรียนรูชุมชน
วิธีการศึกษา
การวิจัยครั้งนี้เปนการวิจัยเชิงพรรณนา
(Descriptive Research)
กลุมตัวอยางที่ใชในการวิจัย ไดแก นิสิต
เภสัชศาสตรมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ที่เขารวม
โครงการคายหมอยาเรียนรูชุมชน ครั้งที่ 6 ณ
บานหนองแตอําเภอวาปป ทุม จังหวัด
มหาสารคาม ระหวางวันที่ 17-21 มีนาคม 2551
จํานวน 72 คน โดยเก็บขอมูลจากทุกคน
เครื่องมือที่ใชในการวิจัยในครั้งนี้เปน
แบบสอบถามชนิดตอบเองประกอบดวย 3 สวน
ดังนี้
สวนที่ 1 เปนแบบสอบถามขอมูลทั่วไป
ไดแก เพศ อายุชั้นปที่กําลังศึกษา ภูมิลําเนาที่อยู
อาศัย และประสบการณในการออกคายหมอยา
เรียนรูชุมชน
สวนที่ 2 เปนแบบสอบถามความคิดเห็น
ตอโครงการคายหมอยาเรียนรูชุมชน จํานวน 10
ขอเปนคําถามชนิดใหเลือกตอบ โดยเปนมาตรา
ประมาณคา (rating scale) 5 ระดับ ตามแนวของ
likert scale คือ มากที่สุด มาก ปานกลาง นอย
และนอยที่สุด มีคาเทากับ 5,4,3,2 และ 1
ตามลําดับ
สวนที่ 3 เปนแบบวัดความสุขจากการ
เขาคายเรียนรูชุมชน มีลักษณะเปนแบบ Visual
Analog Scale (VAS) มีลักษณะคลายไมบรรทัด
ความยาว 10 เซนติเมตร โดยกําหนด คา 0 คือ
ไมมีความสุขเลย และ 10 คือ มีความสุขมากที่สุด
การวัดผลทําโดยใหนิสิตกากบาทลงบนเสนเพื่อ
หาคาคะแนนความสุขกอนและหลังเขาคายเรียนรู
ชุมชน
แบบสอบถามทั้งฉบับผานการพิจารณา
จากผูเชี่ยวชาญ จํานวน 3 ทาน และทดสอบความ
เที่ยง (Reliability) ไดคาสัมประสิทธิ์แอลฟา (α-
coefficient) เทากับ 0.83
การเก็บ ขอ มูล ผูวิจัยไดแจก
แบบสอบถามใหกลุมตัวอยางในที่ประชุมของคาย
วันที่ 20 มีนาคม 2551 จํานวน 72 ชุด โดยให
ประธานคายเปนผูเก็บรวบรวมแบบสอบถามและ
นําสงที่ผูวิจัยในวันที่ 21 มีนาคม 2551 ซึ่งเปนวัน
สิ้นสุดของโครงการคายหมอยาเรียนรูชุมชน
การวิจัยในครั้ง นี้ ผูวิจัยไดแจก
แบบสอบถาม จํานวน 72 ชุด และไดรับตอบกลับ
จํานวน 49 ชุด คิดเปนรอยละ 68.06 หลังจากได
แบบสอบถามกลับคืนมาแลวไดทําการตรวจสอบ
ความสมบูรณของแบบสอบถามที่ไดรับ จากนั้น
ตรวจใหคะแนนตามเกณฑของธานินทศิลปจารุ
(2548) ดังนี้
เห็นดวยมากที่สุด ให 5 คะแนน
เห็นดวยมาก ให 4 คะแนน
เห็นดวยปานกลางให 3 คะแนน
เห็นดวยนอย ให 2 คะแนน
เห็นดวยนอยที่สุด ให 1 คะแนน จากนั้นนํา
ขอมูลที่ไดมาวิเคราะห
ดวยเครื่องคอมพิวเตอรโดยใชโปรแกรมสําเร็จรูป
SPSS และวิเคราะหหาคาเฉลี่ย (mean) และสวน
เบี่ยงเบนมาตรฐาน (standard deviation) และ
แปลผลความคิดเห็นจากคาเฉลี่ย ดังนี้
4.50-5.00 หมายถึง เห็นดวยมากที่สุด
3.50-4.49 หมายถึง เห็นดวยมาก
2.50-3.49 หมายถึง เหนด็ วยปานกลาง
1.50-2.49 หมายถึง เห็นดวยนอย
1.00-1.49 หมายถึง เห็นดวยนอยที่สุด
วิเคราะหเปรียบเทียบคาเฉลี่ยความสุข
กอนและหลังออกคายหมอยาเรียนรูชุมชน
สถิติที่ใชในการวิเคราะหขอมูล คือรอย
ละ คาเฉลี่ย ( x ) สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD)
และสถิติ paired t-test
ผลการศึกษา
จากผลวิเคราะหขอมูลสามารถสรุปผลได
ดังนี้
1. ขอมูลทั่วไป พบวา นิสิตสวนใหญเปน
เพศหญิงรอยละ 87.8 สวนใหญมีอายุ 21 ปรอย
ละ 65.3 สวนใหญเรียนอยูชั้นปที่ 3 คิดเปนรอยละ
89.8 อาศัยอยูในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเปน
สวนใหญรอยละ 72.1 และมีนิสิตสวนใหญถึงรอยละ 79.6 ไมเคยมีประสบการณในการออกคาย
หมอยาเรียนรูชุมชนมากอน
2. นิสิตมีความคิดเห็นเชิงบวกตอ
โครงการคายหมอยาเรียนรูชุมชนในภาพรวมอยู
ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเปนรายขอ พบวา
นิสิตมีความคิดเห็นเชิงบวกตอโครงการคายหมอ
ยาเรียนรูชุมชนอยูในระดับมากทุกขอเชนเดียวกัน
ซึ่งเมื่อเรียงลําดับตามคาเฉลี่ยจากมากไปหานอย
พบวา ความคิดเห็นที่มีคาเฉลี่ยสูงสุด ไดแก ฉัน
จะแนะนําใหนองๆ มาเขารวมกิจกรรมคายหมอยา
เรียนรูชุมชนในปตอไป รองลงมาไดแก คายหมอ
ยาเรียนรูชุมชนทําใหฉันเขาใจวิถีชีวิตของชุมชน
การออกคายครั้งนี้ทําใหฉันและเพื่อนๆ เกิดความ
สามัคคีและฉันไดเรียนรูพฤติกรรมสุขภาพของ
ประชาชน ในขณะที่คาเฉลี่ยความคิดเห็นที่นอย
ที่สุดคือ ฉันไดแนะนําเรื่องการดูแลสุขภาพแก
ประชาชน (ดังแสดงในตารางที่ 1)
3. นิสิตมีคาเฉลี่ยความสุขหลังจากออก
คายหมอยาเรียนรูชุมชนสูงกวากอนการออกคาย
อยางมีนัยสําคัญทางสถิติ (p < 0.001) (ตารางที่
2)
ตารางที่ 1 ความคิดเห็นที่มีตอโครงการคายหมอยาเรียนรูชุมชน
ขอความ x
S.D. ระดับความคิดเห็น
1. ฉันประทับใจคายหมอยาเรียนรูชุมชน 4.31 0.65 มาก
2. คายหมอยาเรียนรูชุมชนทําใหฉันเขาใจ
วิถีชีวิตของชุมชน
4.35 0.56 มาก
3. ฉันไดฝกการทํางานรวมกับผูอื่น 4.30 0.50 มาก
4. ฉันไดมีสวนรวมในการแกไขปญหา
สุขภาพของชุมชน เชน การใหความรู
การรณรงคเรื่องสุขภาพ เปนตน
4.08 0.73 มาก
5. การออกคายครั้งนี้ทําใหฉันและเพื่อนๆ
เกิดความสามัคคี
4.35 0.54 มาก
6. ฉันไดเรียนรูพฤติกรรมสุขภาพของ
ประชาชน
4.35 0.52 มาก
7. ฉันไดแนะนําเรื่องการดูแลสุขภาพแก
ประชาชน
3.84 0.83 มาก
8. ฉันจะแนะนําใหนองๆ มาเขารวม
กิจกรรมคายหมอยาเรียนรูชุมชนในป
ตอไป
4.49 0.56 มาก
9. ฉันไดเรียนรูภูมิปญญาทองถิ่นในเรื่อง
การดูแลสุขภาพ
4.22 0.62 มาก
10. ฉันไดนําแนวคิดการสรางเสริม
สุขภาพมาใชในกิจกรรมของคาย
หมอยาเรียนรูชุมชนในครั้งนี้
4.18 0.57 มาก
โดยรวม 4.31 0.39 มากตารางที่ 2เปรียบเทียบคาเฉลี่ยความสุขกอนและหลังออกคายหมอยาเรียนรูชุมชน
ความสุข n x
S.D. t p
กอนออกคายเรียนรูชุมชน
หลังออกคายเรียนรูชุมชน
49
49
5.88
8.48
2.48
1.33
6.65 .000*
*p<0.001
อภิปรายผล
การวิจัยในครั้งนี้พบวานิสิตมีความ
คิดเห็นเชิงบวกตอโครงการคายหมอยา
เรียนรูชุมชนทั้งในภาพรวมและรายขออยูในระดับ
มากซึ่งทําใหทราบถึงสิ่งที่นิสิตไดเรียนรูและเกิด
ประสบการณตางๆ แสดงใหเห็นวากิจกรรมคาย
หมอยาเรียนรูชุมชนเปนกิจกรรมเสริมหลักสูตรที่
ชวยเสริมใหนิสิตไดรับประสบการณใหมๆ
เพิ่มเติมจากการเรียนในชั้นเรียน ซึ่งสอดคลองกับ
แนวคิดของสําเนา ขจรศิลป (2538) ที่วาการทํา
กิจกรรมจะทําใหนักศึกษาไดรับประสบการณและ
เกิดการเรียนรูทักษะตางๆ ซึ่งประสบการณหรือ
ทักษะบางอยางไมสามารถทําใหเกิดในหองเรียน
ไดกิจกรรมนักศึกษาจึงเปนเครื่องมือที่ชวย
พัฒนาทักษะของนักศึกษาทั้งดานสติปญญา
อารมณสังคม และจิตใจรวมทั้งยังเปนโอกาสที่จะ
ทําใหนักศึกษารูจักที่จะเรียนรูรวมกับผูอื่นใน
สังคม ตลอดจนเกิดการพัฒนาบุคลิกภาพ นิสัย
และพฤติกรรม
หลังการออกคายหมอยาเรียนรูชุมชน
พบวา นิสิตมีคาเฉลี่ยความสุขสูงกวากอนการออก
คายหมอยาเรียนรูชุมชน อาจเปนเพราะกิจกรรม
ออกคายหมอยาเรียนรูชุมชนในครั้งนี้เปนกิจกรรม
ที่นิสิตเขารวมดวยความสมัครใจ มีความมุงมั่น
และเกิดจิตอาสาในการชวยเหลือสังคม และพบวา
นิสิตสวนใหญไมเคยออกคายหมอยาเรียนรูชุมชน
มากอนจึงทําใหนิสิตเกิดการเรียนรูชุมชนดวย
ความสนุกสนานและมีความสุขเมื่อไดเรียนรูสิ่ง
ใหมๆ ที่ตนเองไมเคยสัมผัสจากในหองเรียน
รวมทั้งมีกิจกรรมที่นิสิตตองรวมกันพัฒนาชุมชน
จึงอาจสงผลทําใหนิสิตเกิดความสุขจากการที่ได
เปนสวนหนึ่งในการชวยเหลือและพัฒนาสังคมให
ดีขึ้น ซึ่งสอดคลองกับการศึกษาของอิสรา จุมมา
ลี (2549) ที่พบวาหลังจากออกคายเรียนรูชุมชน
แลวนิสิตมีคาเฉลี่ยความสุขสูงกวากอนการออก
คายอยางมีนัยสําคัญทางสถิติเชนกัน และ
นอกจากนี้ยังสอดคลองกับจุดมุงหมายและ
หลักการจัดการศึกษาของพระราชบัญญัติ
การศึกษาแหงชาติที่ตองการพัฒนาคนไทยใหเปน
มนุษยที่สมบูรณทั้งทางรางกาย จิตใจสติปญญา
ความรูและคุณธรรมมีจริยธรรมและวัฒนธรรมใน
การดํารงชีวิต สามารถอยูรวมกับผูอื่นไดอยางมี
ความสุข (สํานักงานรับรองมาตรฐานและประเมิน
คุณภาพการศึกษา (องคการมหาชน), 2545)
สรุป
นิสิตมีความคิดเห็นเชิงบวกตอโครงการ
คายหมอยาเรียนรูชุมชนในภาพรวมและรายขออยู
ในระดับมาก และนิสิตมีคาเฉลี่ยความสุขหลังออก
คายหมอยาเรียนรูชุมชนสูงกวากอนออกคายอยาง
มีนัยสําคัญทางสถิติ (p<0.001)
ขอเสนอแนะ
1.จากการประเมินความคิดเห็นของนิสิต
ตอโครงการคายหมอยาเรียนรูชุมชนพบวาในขอ
7 นิสิตไดแนะนําเรื่องการดูแลสุขภาพแก
ประชาชนมีคาเฉลี่ยนอยที่สุดเพื่อใหเกิดประโยชน
ตอตัวนิสิตเองในการจัดกิจกรรมครั้งตอไปจึงควร
มีกิจกรรมที่มุงเนนกิจกรรมใหนิสิตไดมีสวนรวมใน
การ
ใหความรูในการดูแลสุขภาพแกประชาชนใหมาก
ยิ่งขึ้น เชน การรณรงคการจัดบอรด การให
ความรูผานหอกระจายขาวเปนตน
2. การถายทอดประสบการณจากรุนพี่สู
รุนนองจะชวยเสริมสรางความเขาใจและการรับรูของรุนนองมากยิ่งขึ้น ในการจัดกิจกรรมคายหมอ
ยาเรียนรูชุมชนในครั้งตอไป ควรจัดใหนิสิตรุนพี่ที่
ผานกิจกรรมคายหมอยาเรียนรูชุมชนมากอนไดมี
สวนรวมในโครงการครั้งตอไป เชน จัดเวทีเพื่อ
แลกเปลี่ยนเรียนรูเกี่ยวกับประสบการณในการ
ออกคาย เพื่อเพิ่มประสบการณในการเรียนรู
ชุมชนใหนิสิตรุนนองใหมากยิ่งขึ้น
3. หลังออกคายหมอเรียนรูชุมชนพบวา
คาเฉลี่ยความสุขของนิสิตสูงกวากอนการออกคาย
แสดงวากิจกรรมเสริมหลักสูตรชวยใหผูเขารวม
กิจกรรมมีความสุข ดังนั้นผูที่มีสวนเกี่ยวของกับ
กิจกรรมเสริมหลักสูตรของคณะเภสัชศาสตรม.
มหาสารคาม จึงควรใหความสําคัญในการ
สนับสนุนและสงเสริมทุกดาน เชน งบประมาณ
บุคลากร เพื่อใหนิสิตไดจัดกิจกรรมที่ทําใหเกิด
กระบวนการเรียนรูนอกชั้นเรียนอยางมีความสุข
เพิ่มมากขึ้น
4. ควรมีการศึกษาในเชิงคุณภาพควบคู
กับการศึกษาเชิงปริมาณเพื่อใหไดขอมูลเชิงลึก
เกี่ยวกับความคิดเห็นและความสุขของผูเขารวม
โครงการคายหมอยาเรียนรูชุมชนมากขึ้น
กิตติกรรมประกาศ
คณะผูวิจัยขอขอบคุณสํานักงานกองทุน
สนับสนุนการสรางเสริมสุขภาพ(สสส.) ภายใต
แผนงานการพัฒนาการสรางเสริมสุขภาพของ
คณะเภสัชศาสตรที่สนับสนุนงบประมาณในการ
จัดโครงการคายหมอยาเรียนรูชุมชนในครั้งนี้
รวมทั้งผูที่มีสวนเกี่ยวของที่ชวยทําใหงานวิจัย
สําเร็จลุลวงดวยดีเอกสารอางอิง
คณะเภสัชศาสตรมหาวิทยาลัยมหาสารคาม. (2549). รายงานประจําป 2549. หนา 2.
สํานักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องคการมหาชน). (2545).
พระราชบัญญัติการศึกษาแหงชาติพ.ศ.2542 และที่แกไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2)
พ.ศ.2545. กรุงเทพฯ: พริกหวาน กราฟฟค.
สําเนาวขจรศิลป. (2538). มิติใหมของกิจการนักศึกษา 2: พื้นฐานและการบริการนักศึกษา.
กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต.
ธานินทศิลปจารุ. (2548). การวิจัยและการวิเคราะหขอมูลทางสถิติดวย SPSS. กรุงเทพฯ:
บริษัท วี. อินเตอรพริ้นท.
อิสราจุมมาลี. (2549). ผลที่ไดรับจากการเขาคายเรียนรูชุมชนของนิสิตเภสัชศาสตร
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. วารสารสมาคมนักวิจัย, 12(2), 84-89.

2 thoughts on “สายมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์

    • รายละเอียดในการเตรียมต้นฉบับสามารถคลิกที่ดาวน์โหลดเอกสารได้เลยนะคะ แล้วดูเมนูคำแนะนำสำหรับผู้นิพนธ์คะ

ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติHTML: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>