ต้นแบบหุ่นฟางไดโนเสาร์: ย้อนรอยเรื่องราวดินแดนอู่ข้าวอู่น้ำ


ต้นแบบหุ่นฟางไดโนเสาร์: ย้อนรอยเรื่องราวดินแดนอู่ข้าวอู่น้ำ


 
นายเสน่ห์ นนทะโชติ ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม ได้ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน “ต้นแบบหุ่นฟางไดโนเสาร์: ย้อนรอยเรื่องราวดินแดนอู่ข้าวอู่น้ำ” ณ บริเวณสนามหญ้าสี่แยกทางเข้ามหาวิทยาลัย ฝั่งบ้านดอนยม โดยมีศาสตราจารย์ ดร.สัมพันธ์ ฤทธิเดช อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม และบุคลากรร่วมให้การต้อนรับ
 
ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม ได้กล่าวว่า “ที่ตั้งจังหวัดมหาสารคามเป็นศูนย์กลางของภาคอีสาน เรียกว่า สะดืออีสาน ขณะนี้เราก็กำลังทำให้มหาสารคามเป็นศูนย์กลางที่มาจากผลการค้นคว้าว่า ภาคอีสานเป็นภาคที่ปรากฏร่องรอยของอดีตที่เกี่ยวข้องกับไดโนเสาร์ มีการค้นพบพันธุ์ใหม่ๆ ที่นี่หลายสายพันธุ์ เพราะฉะนั้น เราจะเป็นที่ศูนย์รวมในเรื่องไดโนเสาร์ เป็นศูนย์รวมในด้านวิชาการ เราศึกษามาพอสมควรแล้ว วันนี้เป็นวันสำคัญ ได้เปิดตัว ทำให้คนทั่วไปได้รู้จักไดโนเสาร์ รู้จักศูนย์วิจัยและการศึกษาบรรพชีวินวิทยา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในอนาคตต่อไปเราก็จะเป็นศูนย์กลางขององค์ความรู้ ข้อมูลเกี่ยวกับไดโนเสาร์สำหรับผู้ที่สนใจ รวมทั้งต่อเติม ต่อยอดในหลายๆ เรื่อง ด้วยความร่วมมือของหลายภาคส่วน ก้าวเดินไปสู่แนวความคิดของท่านายกฯ ของทางรัฐบาล ประเทศไทย 4.0 การสร้างนวัตกรรม นี่ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เราจะทำ ในเรื่องของนวัตกรรมนั้น ทุกท่านคงจะทราบดีว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนอกจากจะต้องใช้ความอดทน ความพยายาม ความมุ่งมั่น ยังต้องใช้การบูรณาการของหลายๆ ส่วนเข้ามาร่วมกัน ในโอกาสนี้ก็คงจะถือโอกาสชื่นชมมหาวิทยาลัยมหาสารคาม คณะผู้จัดกิจกรรมในวันนี้ ทีมงานจัดทำไดโนเสาร์ ถือเป็นผลงานที่งดงาม เยี่ยมยอด เป็นไดโนเสาร์ที่สะท้อนเอกลักษณ์ของคนอีสาน จังหวัดมหาสารคาม ที่ถือเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ เป็นการสื่อหลายสิ่งหลายอย่าง และเป็นการเริ่มเปิดตัวความเกี่ยวพันของไดโนเสาร์กับภาคอีสาน ถ้าอยากรู้อยากศึกษาเกี่ยวกับไดโนเสาร์ก็ขอเชิญท่านมาที่นี่ หลังจากวันนี้พวกเราจะช่วยกัน จับมือกัน ก้าวเดินไปให้ถึงที่หมายปลายทาง ขอขอบคุณที่ร่วมกันสร้างสรรค์ผลงาน เปิดตัวสิ่งที่ผมเชื่อว่าจะนำไปสู่การสร้างคุณค่าและมูลค่าให้กับจังหวัดมหาสารคามของเรา ขอเป็นกำลังใจให้ทักท่านได้ขับเคลื่อน ได้สร้างผลงานดีๆ เช่นนี้ออกมาอย่างต่อเนื่อง ขอขอบคุณท่านอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม และคณะเป็นอย่างยิ่ง”
 
ศาสตราจารย์ ดร.สัมพันธ์ ฤทธิเดช อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้กล่าวว่า “จังหวัดมหาสารคามถือว่าเป็นศูนย์กลางของภาคอีสาน เรามีสถาบันการศึกษาแห่งแรกหรือแห่งเดียวที่มีการศึกษาด้านบรรพชีวิน ซากพืชซากสัตว์ มีความเข้มแข็งในเรื่องไดโนเสาร์ ขับเคลื่อนองค์กรการศึกษาในจังหวัด มีความเข้มแข็งด้านวิชาการ อาจจะใช้ยางพาราในภาคอีสานมาทำโมเดลไดโนเสาร์ ถ้าเราเปิดไดโนซอลปาร์คที่มีลักษณะการสนับสนุนด้านวิชาการ คิดว่าในระดับนานาชาติ หรือในระดับประเทศก็น่าจะสนใจ ใช้บุคลากรในการทำงานร่วมกัน เราพยายามจะดำเนินการโครงการนี้อยู่พอสมควร อย่างวันนี้เราก็พยายามสร้างสรรค์ในนวัตกรรม ผสานกับภูมิปัญญาที่เรามีอยู่จริง ถ้าเราบูรณาการกันได้ ประเทศไทยสามารถเป็นไทยแลนด์ 4.0 ได้แน่นอน ไดโนเสาร์ที่มาจากหุ่นฟางก็มาจากโครงการหนึ่งคณะหนึ่งศิลปวัฒนธรรม ซึ่งมารวมกับความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และภูมิปัญญาท้องถิ่นของเรา ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ ภายในมหาวิทยาลัยทุกๆ หน่วยงาน เป็นการสืบสานพันธกิจสร้างองค์ความรู้ด้านบรรพชีวินวิทยา และผลักดันให้เกิดแหล่งเรียนรู้ แหล่งท่องเที่ยวด้านบรรพชีวินวิทยาของมหาวิทยาลัยมหาสารคามและจังหวัดมหาสารคาม เพื่อให้เป็นอีกจุดหมายหนึ่งของนิสิต นักศึกษา ประชาชน นักท่องเที่ยว หรือผู้ที่มีความสนใจเกี่ยวกับตัวไดโนเสาร์ ให้เข้ามาเยี่ยมชม ศึกษา เรียนรู้ และรู้จักผืนแผ่นดินอีสานที่แท้จริง โครงการนี้เป็นความร่วมมือของบุคลากรที่มาจากหลากหลายสาขาภายในมหาวิทยาลัย และภาคประชาชน รวมถึงผู้ที่มีอุปการะคุณให้การสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติม จนทำให้โครงการนี้เกิดขึ้น และสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี”
 
ดร.วราวุธ สุธีธร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและการศึกษาบรรพชีวินวิทยา ได้กล่าวรายงานตอนหนึ่งว่า “พื้นที่ภาคอีสานคือพื้นที่ผลิตข้าวขนาดใหญ่ รู้จักกันไปทั่วโลก หากย้อนกลับไปเมื่อกว่าสองร้อยล้านปีที่ผ่านมา บนผืนแผ่นดินนี้เคยเป็นที่อยู่ของเหล่าไดโนเสาร์ มีสิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์จำนวนมากอาศัยอยู่ จากหลักฐานซากดึกดำบรรพ์ของสัตว์มีกระดูกสันหลังที่เราพบกระจายทั่วภาคอีสาน ยืนยันว่า แผ่นดินอีสานเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ อุดมสมบูรณ์ตั้งแต่อดีตกาลมาจนถึงปัจจุบัน การพัฒนาต้นแบบหุ่นฟางไดโนเสาร์นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสะท้อนถึงเรื่องราวของไดโนเสาร์ไทยสู่สาธารณชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวอีสาน เพื่อให้เขาเหล่านั้นได้รู้เรื่องราวของแผ่นดินบ้านเกิดว่า เคยเป็นที่อยู่อาศัยของไดโนเสาร์สายพันธุ์ไทย จากการสำรวจและวิจัยมากว่าสามสิบปี เราพบว่ามีไดโนเสาร์ที่พบแล้วมากกว่า 20 ชนิด ซึ่งได้ทำการวิจัยกระทั่งทราบว่าเป็นไดโนเสาร์ชนิดใหม่ของโลก บางชนิดก็เป็นสกุลใหม่ของโลก 9 ชนิด ซึ่งเราก็ได้ตีพิมพ์เผยแพร่ให้เป็นที่รู้จักกันในโลก ปัจจุบันเราพบว่า บริเวณเทือกเขาภูพานหลายๆ จังหวัด และโดยรอบทั่วภาคอีสาน เราเจอไดโนเสาร์เกือบทุกจังหวัด ในแต่ละที่มีมากน้อยต่างกัน เราค้นพบมากขึ้นทุกวัน ความสำคัญก็คือ ในบรรดา 9 ชนิดใหม่ของโลกนี้ เราพยายามส่งเสริม สนับสนุนให้เป็นที่รู้จัก มหาวิทยาลัยมหาสารคามเป็นศูนย์กลางภาคอีสาน เรามีการเรียนการสอน การให้ความรู้ในเรื่องนี้ ก็จะเป็นต้นแบบในการให้ความรู้แพร่กระจายไปสู่เยาวชนของไทย เพื่อศึกษาหาความรู้หรือนำไปต่อยอดในการพัฒนาบ้านเรา ในการวิจัย เติมเต็มเรื่องราวในอดีตให้เป็นที่รู้จักกันไปทั่วโลก ในการเริ่มต้นนี้ เราเอาฟาง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ของผืนนาอันเป็นอาชีพหลักของชาวอีสาน เป็นวัสดุในการสร้างปฏิมากรรมไดโนเสาร์ขนาดยักษ์ โดยความร่วมมือของศูนย์วิจัยและการศึกษาบรรพชีวินวิทยา คณะศิลปกรรมศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ ชุมชนบ้านดินจี่ อ.คำม่วง จ.กาฬสินธุ์ และชุมชนโดยรอบมหาวิทยาลัย”
 
โครงการต้นแบบหุ่นฟางไดโนเสาร์: ย้อนรอยเรื่องราวดินแดนอู่ข้าวอู่น้ำ” ได้ขับเคลื่อนกิจกรรมในวันศุกร์ ที่ 17 เดือนมีนาคม พ.ศ.2560 โดยมีพิธีเปิดเวลา 08.30 – 11.00 น. ณ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กิจกรรมประกอบด้วยการฟาดข้าว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่อีสาน และเป็นส่วนประกอบสำคัญที่นำมาสร้างหุ่นฟางไดโนเสาร์ขนาด 6 x 14 เมตร “ไดโนเสาร์ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน่” หนึ่งในเก้าสายพันธุ์ไดโนเสาร์สายพันธุ์ไทย นอกจากนั้นยังมีนิทรรศการภาพถ่าย “กว่าจะมาเป็นหุ่นฟางไดโนเสาร์” ซึ่งนิทรรศการจะติดตั้งให้รับชมตลอดระยะเวลา 1 เดือน
 
กิจกรรมในโครงการมีระยะเวลา 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 17-19 เดือนมีนาคม พ.ศ.2560 มีกิจกรรมมากมาย อาทิ “ประชุมวิชาการบรรพชีวินไทย” “นิทรรศการไดโนเสาร์ไทย” “workshop สอนการสร้างไดโนเสาร์จากฟางข้าว” “การประกวดการสร้างหุ่นไดโนเสาร์จากฟาง”
 

โครงการต้นแบบหุ่นฟางไดโนเสาร์: ย้อนรอยเรื่องราวดินแดนอู่ข้าวอู่น้ำ
: หนึ่งคณะหนึ่งศิลปวัฒนธรรม มมส 2560

ศูนย์วิจัยและการศึกษาบรรพชีวินวิทยา มมส


 

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *