พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นวัดบ้านโนน จากงานวัฒนธรรมสู่การพัฒนาชุมชน


 

พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นวัดบ้านโนน จากงานวัฒนธรรมสู่การพัฒนาชุมชน: ปริชต์ สาติ


 

pipit005


 

พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นวัดบ้านโนน ตั้งอยู่ที่วัดบ้านโนน ตำบลขามป้อม อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม เป็นพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านที่เก็บรวบรวมวัตถุ สิ่งของ เครื่องใช้ ที่สำคัญของชุมชน รวมไปถึงผลงานทางศิลปวัฒนธรรม ประเพณี และประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของชุมชน แสดงให้เห็นถึงความรักและความหวงแหนของคนในชุมชนที่มีต่อวัฒนธรรมชุมชน อันเกิดจากการเสียสละของ พ.ต.ท. บุญจันทร์ ลุนดาพร ผู้ที่เห็นถึงความสำคัญและเป็นผู้นำในการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นวัดบ้านโนนขึ้น เพื่อให้เป็นแหล่งศึกษา เรียนรู้ วัฒนธรรม ประเพณีและประวัติศาสตร์ของชุมชน รวมถึงสร้างคุณค่าและคุณประโยชน์ให้แก่ชุมชนในด้านการพัฒนาโดยใช้วัฒนธรรมชุมชนเป็นตัวขับเคลื่อนงานพัฒนา


 

pipit012 pipit011


 

พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดบ้านโนน เริ่มก่อตั้งมาตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๕๑ โดยใช้วัสดุจากการรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างภายในวัดบ้านโนน และเงินงบประมาณสนับสนุนที่ได้รับบริจาค จากผู้มีจิตศรัทธาในหมู่บ้าน เป็นเงินจำนวน ๒๔๒,๙๒๓ บาทจึงมีการก่อสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ขึ้นมา โดยในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ นายทองทวี พิมเสน ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคามในสมัยนั้น ได้เป็นประธานเปิดศูนย์พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดบ้านโนนอย่างเป็นทางการ โดยมีพันตำรวจโทบุญจันทร์ ลุนดาพร เป็นผู้ดูแล ซึ่งมีความมุ่งหวังว่า พิพิธภัณฑ์ดังกล่าวจะเป็นแหล่งเรียนรู้ของคนในชุมชน เบื้องต้นมีการจัดแสดง พระพุทธรูปแก่นจันทร์ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่สร้างด้วยไม้แก่นจันทร์ และไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างเมื่อใด การจัดแสดงเหรียญกษาปณ์และธนบัตรในสมัยต่างๆ ตลอดจนรูปเหมือนและเครื่องอัฐบริขารของอดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านโนน เครื่องมือเครื่องใช้ในวิถีชีวิตของชาวบ้านโนน เช่น การสานตะกร้า กระบุง แห ฆ้อง ไซ กระด้ง จ่อ รวมทั้งมีการสาธิตการสาวไหมด้วยมือของกลุ่มแม่บ้านโนน ยังแสดงออกถึงการอนุรักษ์ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมของชุมชนไว้อย่างงดงาม เพื่อให้ผู้ที่สนใจเข้าไปศึกษาและเรียนรู้ ถือว่าเป็นแหล่งศึกษาและเป็นศูนย์การเรียนรู้ประจำชุมชนที่ควรค่าในการอนุรักษ์และส่งเสริมเพื่อให้เกิดความยั่งยืนต่อไป


 

pipit010 pipit009


 

หลังจากที่พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดบ้านโนนเปิดให้เข้าชมได้ระยะหนึ่ง จึงพบว่าชาวบ้านไม่ให้ความสนใจและไม่เข้าไปใช้ประโยชน์จากพิพิธภัณฑ์เท่าที่ควร ทำให้ผู้ดูแลและคณะทำงานด้านวัฒนธรรมของชุมชนบ้านโนนเกิดความหวั่นวิตกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพิพิธภัณฑ์ในปัจจุบัน นอกจากนี้ วัตถุสิ่งของที่นำมาจัดแสดงบางส่วนเกิดความชำรุดและหายไป โดยไม่สามารถตรวจสอบได้เพราะขาดการทำทะเบียนวัตถุเพื่อการควบคุมประกอบกับการขาดองค์ความรู้ในด้านรูปแบบการจัดการพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นซึ่งถือว่าเป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินงานพิพิธภัณฑ์ให้มีประสิทธิภาพและต่อยอดไปสู่งานพัฒนาชุมชนท้องถิ่นได้ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ต้องพัฒนาพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดบ้านโนนให้มีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง


 

pipit008 pipit007


 

การจะให้พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านดำรงอยู่ได้ในสภาวะการณ์ความเปลี่ยนแปลงในยุคโลกาภิวัฒน์และเป็นยุคของการแข่งขันในทางเศรษฐกิจนั้น จำเป็นต้องอาศัยการพัฒนาชุมชนให้ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ โดยการพัฒนาในครั้งนี้จะต้องกลมกลืนไปกับวัฒนธรรมชุมชน โดยใช้วัฒนธรรมชุมชนเป็นตัวจักรในการขับเคลื่อนงานพัฒนาที่สอดคล้องกับภูมิวัฒนธรรมซึ่งเป็นส่วนประกอบหนึ่งของชุมชนและเกิดขึ้นบนฐานความสามารถของชุมชน และการมีส่วนร่วมของชุมชนโดยเฉพาะ บ้าน วัด โรงเรียน ดังคำกล่าวของท่านพุทธทาสภิกขุ (๒๕๔๘) ที่ว่า การพัฒนาต้องมีการนำศาสนามาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ใช่เพียงแต่แก้จนแต่ต้องมีธรรม มีศีลธรรม มีความสุขชนิดแก้ปัญหาชีวิต และศาสตราจารย์สายันต์ ไพรชาญจิตร์ (๒๕๕๐ : ๑๙๑) กล่าวว่าการนำเอางานพัฒนาเข้ามาประกอบในงานอนุรักษ์ ฟื้นฟู สืบทอดศิลปวัฒนธรรมเป็นการประยุกต์ใช้เพื่อเป็นการแก้ปัญหาและสร้างโอกาสสร้างประโยชน์ให้แก่ชุมชน ดังนั้น งานพัฒนาชุมชนบนฐานวัฒนธรรมจึงเป็นงานที่มุ่งพัฒนาศักยภาพของคนและเน้นกระบวนการจัดการการเรียนรู้ร่วมกับชุมชน เน้นการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนเพื่อให้คนชุมชนมีศักยภาพทั้งในด้านจิตใจและด้านการประกอบอาชีพในการดำรงชีวิต เพื่อเป็นพลังในการสร้างประโยชน์แก่สังคมโดยรวมเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมและจัดระบบความสัมพันธ์ของคนในชุมชนให้อยู่ร่วมกัน พึ่งพิงอาศัยกัน โดยอยู่บนพื้นฐานที่ว่า คนทุกคนมีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นคนที่เท่าเทียมกัน มีศักยภาพที่จะพัฒนาตนเองไปในทางที่ดีได้หากได้รับโอกาส และใช้ความสามารถนั้นให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวมได้ โดยเป็นไปตามความเหมาะสมกับบริบทและวัฒนธรรมของแต่ละชุมชน ดังเกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยมหาสารคามและพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดบ้านโนนพร้อมทั้งภาคีเครือข่ายที่ทำงานร่วมกัน โดยใช้หลัก ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับผลประโยชน์ ทำให้ทำชุมชนเกิดการตื่นตัวและหันกับมาดูรากเหง้าความเป็นตัวตนของชุมชนโดยผ่านกระบวนการวิจัยชุมชนทำให้พิพิธภัณฑ์บ้านโนนเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น จนก่อเกิดการรวมกลุ่มการพัฒนาอาชีพเพื่อสร้างรายได้ให้ตนเองและชุมชน


 

pipit004 pipit003


 

ตลอดระยะเวลาสองปี (พ.ศ. ๒๕๕๖ – ๒๕๕๗) ที่พิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เข้าไปทำงานร่วมกับชุมชนบ้านโนน อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม โดยใช้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนและการจัดการแหล่งเรียนรู้ เป็นเครื่องมือในการพัฒนาคนในชุมชนให้ตระหนักและสำนึกรักในบ้านเกิดของตนเอง ซึ่งปรากฏให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงภายในชุมชนหลายอย่าง เช่น ชุมชนให้ความสนใจและเกิดความตื่นตัวที่จะอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นให้อยู่คู่กับชุมชนไว้ ครูและนักเรียนเกิดความเข้าใจในเรื่องของการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของตนเอง ชุมชนปรับเปลี่ยนทัศนคติในการทำงานโดยให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เป็นต้น ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทำให้มีการขับเคลื่อนการทำงานภายในชุมชนอย่างต่อเนื่อง เช่น การใช้พื้นที่พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านเป็นห้องเรียนวิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของโรงเรียนบ้านโนน และการเข้ามาใช้พื้นที่พิพิธภัณฑ์ในการทอผ้าฝ้ายซึ่งเป็นกลุ่มอาชีพหนึ่งที่เกิดจากการรวมกลุ่มของชุมชนจากนโยบายของภาครัฐแต่อดีต และกลุ่มที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพียงการรวมกลุ่มในระยะเวลาสั้นๆ และไม่เกิดความยั่งยืน จึงทำให้การรวมกลุ่มต้องล้มเลิกการทำงานของแต่ละกลุ่มไปอย่างสิ้นเชิง เหลือเพียงกลุ่มทอผ้าฝ้าย ซึ่งสมาชิกของกลุ่มทอผ้าฝ้ายส่วนใหญ่ได้เข้าร่วมทำงานกับโครงการมาตลอดระยะเวลา ๒ ปี ดังนั้น หากมองถึงศักยภาพการทำงานของกลุ่มทอผ้าที่มีมาอย่างต่อเนื่อง กลุ่มนี้ได้ใช้พื้นที่พิพิธภัณฑ์วัดบ้านโนนเป็นสถานที่ในการทำงาน รวมไปถึงการติดต่อประสานงานต่างๆ จึงเป็นมูลเหตุที่เอื้อประโยชน์ต่อกันในการดำเนินงานทั้งการอนุรักษ์ ฟื้นฟู ให้ดำเนินคู่ขนานไปกับการพัฒนาชุมชน ซึ่งพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เห็นว่าการที่พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นจะสามารถดำรงอยู่ได้ด้วยตัวเอง คนทำงานด้านพิพิธภัณฑ์ต้องมีอาชีพและมีรายได้เสริมด้วย กล่าวคือต้องทำให้พิพิธภัณฑ์เป็นพิพิธภัณฑ์ที่กินได้ ดังนั้น นอกจากการสนับสนุนการทำงานพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านแล้ว จำเป็นต้องส่งเสริมกลุ่มทอผ้าฝ้ายให้มีการรวมกลุ่มกันแบบมั่นคงมากขึ้นในรูปแบบสมาชิกหรือสหกรณ์ การส่งเสริมด้านการค้นหาลายผ้าที่เป็นภูมิปัญญาและเป็นเอกลักษณ์ของชุมชน เป็นต้น ซึ่งจากการทำงานที่ผ่านมา ทำให้ชุมชนได้เรียนรู้การทำงานด้านวัฒนธรรมและสามารถต่อยอดนำไปสู่การพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนโดยใช้หลักร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมแก้ปัญหา และร่วมรับผลประโยชน์อย่างแท้จริง


 

pipit001 pipit002


 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *