คราม: สีย้อมธรรมชาติ


คราม: สีย้อมธรรมชาติ: นิ่มนวล จันทรุญ [1]


[1]  The Research Institute of Northeastern Art and Culture Maha Sarakham University, Thailand Author email: msu_num@hotmail.com


 

kam4

บทคัดย่อ


 

งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ ๑. ศึกษาครามสีย้อมธรรมชาติ ๒. เพื่อรวบรวมองค์ความรู้ด้านคราม เครื่องมือในการทำวิจัย ได้แก่ การศึกษาเอกสาร สนทนากลุ่มย่อย, การสัมภาษณ์, การสังเกต, การวิเคราะห์ข้อมูล การสังเคราะห์ ในกลุ่มทอผ้าฝ้ายย้อมครามจังหวัดสกลนคร ใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เป็นการพรรณนาเหตุการณ์ พบว่า มีปัญหาและมีความต้องการ ด้านครามสูงขึ้นเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ กลุ่มยังขาดทักษะการย้อมครามและสีธรรมชาติ รูปแบบลวดลายผ้าที่เป็นอัตลักษณ์เฉพาะตน ระยะเวลาเก็บข้อมูล
พฤษภาคม-๓๐ กันยายน ๒๕๕๙

คำสำคัญ: คราม, สีธรรมชาติ


 

Abstract


 

This research aims to 1). Indigo dye study of the natural world. 2) to gather knowledge indigo. Tools for research and educational documents. Group discussions, interviews, observations, data analysis. Synthesis The cotton textile dye indigo province. Using Qualitative Research (Qualitative Research) depict an event that has problems and needs. The indigo higher value added products. The lack of skills and natural indigo dye. Cloth patterns and individual identity. Data collection period September 2016-30 May.

Keywords: blue, natural color.


 

ครามเป็นสีย้อมผ้าธรรมชาติ ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกและทั่วโลกรู้จักดีคือ คราม ในชื่อสากลว่า อินดิโก Indigo เป็นชื่อตามสถานที่หรือแหล่งผลิตที่ใหญ่ที่สุดของโลก คือประเทศอินเดีย เคยตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศอังกฤษ และถูกเกณฑ์เอาทาสที่มีความชำนาญด้านการทำครามไปผลิตครามส่งขายในทวีปยุโรป ตามเส้นทางสายเครื่องเทศ ในช่วงการปฏิวัติอุตสาหกรรม ความนิยมกางเกงยีนส์ลีวายย้อมคราม มีสูงมาก เมื่อ คศ. ๑๘๘๓ ครามธรรมชาติผลิตไม่ทันต่อความต้องการ ประเทศเยอรมันและฝรั่งเศสจึงได้ทำการวิจัยครามเคมีและสีอื่นๆ ได้สำเร็จ สีเคมีจึงเป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วทุกมุมโลกมาจนถึงปัจจุบัน เพราะใช้งานง่ายและไม่มีขั้นตอนยุ่งยาก แต่ผลตามมาคือสุขภาพของผู้ใช้สีเคมีในการย้อมผ้า เกิดการสะสมโลหะหนักในร่างกายสูงเป็นเวลานานหลายปี จึงทำให้เป็นมะเร็ง เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๕ ผู้ใช้สีเคมีเสียชีวิตจากมะเร็งจำนวนมาก จึงทำให้สังคมตะหนักในเรื่องการซื้อผ้าย้อมสีเคมี จนเกิดเป็นกระแสสุขภาพตามมา ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๕ รัฐบาลส่งเสริมอาชีพในชุมชน ส่งเสริม OTOP และผลิตภัณฑ์ในชุมชน จึงมีผู้รื้อฟื้นสีย้อมจากครามในพื้นที่จังหวัดสกลนคร ที่บ้านถ้ำเต่าและหมู่บ้านใกล้เคียง เนื่องจากสภาพภูมิอากาศของจังหวัดสกลนครและจังหวัดใกล้เคียงเหมาะในการปลูกคราม

สกุลคราม หรือ Indigofera เป็นสกุลขนาดใหญ่ที่มีสมาชิกมากกว่า ๗๕๐ สปีชีส์ อยู่ในวงศ์ถั่ว มีการกระจายพันธุ์ทั่วเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน หลายสปีชีส์โดยเฉพาะ Indigofera tinctoria และ Indigofera suffruticosa เป็นพืชให้สีย้อมที่สำคัญ


 

Indigofera tinctoria Indigofera specata Indigofera pendura Indigofera decora Indigofera australis Indigofera astragalina


 

ครามหรือนาโค ชื่อวิทยาศาสตร์: Indigofera tinctoria อยู่ในวงศ์ Leguminosae เป็นไม้พื้นเมืองในเอเชีย เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ฝักตรงหรือโค้งงอเล็กน้อย ใบประกอบแบบขนนก
ดอกช่อใช้ทำสีย้อม ต้นครามมีกลูโคไซด์อินดิแคน เมื่อนำต้นไปแช่น้ำ สารถูกเปลี่ยนเป็นอินดอกซิลและเมื่อถูกอากาศจะถูกเปลี่ยนเป็นอินดิโก-บลู ให้สีคราม ใช้เป็นยารักษาอาการทางประสาท บรรเทาอาการปวดแผลที่เกิดในบริเวณเยื่ออ่อน

สมัยโบราณเกี่ยวกิ่งใบครามมาแช่น้ำ หมักเอาน้ำครามผสมปูนแล้วโยกให้เป็นเนื้อเดียวกัน ปูนจะดูดชับเอาเนื้อครามแล้วตกตะกอนเป็นสีน้ำเงินเข้ม เรียกว่า เนื้อคราม จากนั้นเป็นขั้นตอนสำคัญ คือ การก่อหม้อ ผสมด่างกับความเปรี้ยว จะได้หม้อครามพร้อมย้อม สีเหลืองทอง ฟองสีน้ำเงินเข้ม วิธีย้อมทำซ้ำหลายครั้ง ครั้งแรกจะได้สีฟ้าอ่อนและจะเข้มขึ้นเมื่อย้อมซ้ำหลายๆ รอบจนพอใจ ขณะย้อมต้องเลี้ยงหม้อครามด้วย เพื่อไม่ให้หม้อนิลหนีหรือหม้อครามตาย จะย้อมไม่ติด เมื่อย้อมครั้งแรกเป็นสีเขียวเข้ม นำมากระตุกเส้นโดนอากาศ สีเขียวเหลืองจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน จากอ่อนถึงสีครามเข้มตามต้องการ ชาวอีสานกลุ่มคนภูไทเรียกสีน้ำเงิน ว่าสีคราม สีนิลหรือสีหม้อนิล แหล่งผลิตผ้าฝ้ายทอมือย้อมครามที่มีคุณภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งคือจังหวัดสกลนคร เนื่องจากเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวภูไทและมีการพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาโบราณในการสกัดสีครามมีมานานนับพันปี ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง การสกัดสีครามจากพืชมีหลายขั้นตอนเพราะใบครามสดมีสารเคมีคือ indican ไม่มีสี จะย้อมสดๆ ก็ได้ แต่ให้สีไม่เหมือนกับก่อหม้อครามกระบวนการโบราณที่จะดึง indican จากใบพืชด้วยการหมักแช่ใบครามแล้วใช้ปูนในการดูดกลืนสีไว้ มีการจัดการในรูปแบบขั้นตอนที่ชาญฉลาด เอนไซม์ indimulsin จะถูกเพิ่มเข้าไปย่อยสลายหรือทำลาย indican ใส่ indoxyl และกลูโคส จะทำปฏิกริยาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะถูกไล่ออกและน้ำหมักในถังจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองขุ่น

ประวัติศาสตร์การทำครามของญี่ปุ่น ได้ใช้วิธีการที่เกี่ยวข้องกับการสกัดสีครามจากโรง Polygonum อีก ในขั้นตอนนี้โรงงานมีการผสมแกลบข้าวสาลี (ด่าง) และเถ้าฝุ่นหินปูน (น้ำด่าง) และสาเก (เหล้า) หมักประมาณหนึ่งสัปดาห์ในรูปแบบเม็ดสีที่เรียกว่า Sukumo


 

kam3


 

ภูมิปัญญาการผลิตครามของไทยอีสาน มีมานานในกลุ่มภูไท นิยมนำครามย้อมเส้นฝ้ายและผ้าฝ้าย แต่การนำครามไปย้อมไหมจะพบในเขตอีสานใต้ จังหวัดสุรินทร์ กลุ่มภูไท โย้ย ญ้อ ลาว จะไม่นิยมย้อมครามกับเส้นไหมเพราะคิดว่าย้อมยากและสีครามจะย้อมไม่ค่อยติดสีเส้นไหมดีเท่าเส้นฝ้าย เมื่อมีการแลกเปลี่ยนสนทนาจึงได้รับข้อมูล การนำครามไปย้อมฝ้ายมากที่สุด และส่วนใหญ่จะนิยมย้อมสีเคมีมากที่สุด เพราะสะดวกและง่ายกว่าการย้อมสีธรรมชาติจากเปลือกไม้ แก่นไม้ ใบไม้ คราม และครั่ง เมื่อกระแสความนิยมด้านสุขภาพมาแรง ผู้ผลิตผ้าทอมือก็เริ่มปรับกระบวนการทอผ้ากลับมานิยมการย้อมสีธรรมชาติอีกครั้ง หลังจากทิ้งไปนานเกือบ ๒๐๐ ปี ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๓๕ สีเคมีเข้ามาในประเทศไทย เป็นสีกระป๋อง สีแดงยอ เป็นผงตักแบ่งขาย ผู้คนสมัยนั้นนิยมใช้และสีเคมียังมีจำหน่ายมาจนถึงปัจจุบัน โดยปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ให้สะดวกในการขนส่งและการใช้งาน บางคนเคยช่วยหรือเคยเห็น พ่อ แม่ ย่า ยาย ย้อมสีคราม และ มะเกลือ เปลือกไม้ต่างๆ แต่เป็นความทรงจำที่ลางเลือน แต่ยังเหลือกลุ่มคนที่ยังอนุรักษณ์และใช้ภูมิปัญญาการผลิตครามสืบเนื่องจากอดีตมาจนปัจจุบันนี้ คือ กลุ่มทอผ้าฝ้ายย้อมครามในจังหวัดสกลนคร ในกลุ่มภูไท อำเภอพรรณานิคม กลุ่มไทยโย้ย อำเภออากาศอำนวย กลุ่มภูไท อำเภอวาริชภูมิ กลุ่มภูไทบ้านนางเติ้ง บ้านเชิงดอย อำเภอกุดบาก จังหวัดสกลนคร และอีกหลายๆ กลุ่ม จะมีสูตรลับในการก่อหม้อที่ต่างกัน แต่มีขั้นตอนในการผลิตครามเหมือนและคล้ายกัน แบ่งออกเป็น ๗ กระบวนการ คือ ๑. การปลูกคราม ๒. การหมักใบคราม ๓. การโยกปูน ๔. การกรองเนื้อคราม ๕. การก่อหม้อคราม ๖. การย้อม และ ๗. การรักษาหม้อคราม

๑. การปลูกคราม

กลุ่มปลูกครามแถวบ้านเชิงดอย อำเภอภูพาน จังหวัดสกลนคร จะปลูกครามช่วงต้นเดือนพฤษภาคม หลังจากฝนเริ่มตก ครามอาศัยน้ำฝนเป็นส่วนใหญ่ แต่บางพื้นที่ที่มีชลประทานสามารถปลูกครามได้ตลอดทั้งปี ต้นครามจะมีอายุเก็บเกี่ยว ๓-๔ เดือน เมื่อต้นครามโตแตกกิ่งก้านเริ่มออกดอก จะต้องเกี่ยวคราม

๒. การหมักใบคราม

เมื่อครามเติบโตแตกกิ่งก้านพร้อมเก็บเกี่ยวให้สังเกตุจะมีหยดน้ำสีครามเกาะใบครามในช่วงเช้า แสดงถึงครามพร้อมเก็บเกี่ยวแล้วให้เกี่ยวครามช่วงเช้า ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น แดดจะไม่ร้อน มัดใบครามเป็นมัดๆ เพื่อนำมาใส่ในถัง กะปริมาณ ๑๕-๒๐ กก./ถัง แล้วแต่พาชนะ ถังเล็กหรือใหญ่ กดทับมัดใบครามด้วยก้อนหินหรืออาจใช้ไม้ไผ่ขัดให้จมใต้น้ำ ใส่น้ำให้ท่วม ทิ้งไว้นาน ๑๒-๑๗ ชั่วโมง รุ่งเช้า สังเกตุน้ำจะมีสีเขียวอำพัน และมีกลิ่นเหมือนผักดองแสดงว่าใช้ได้

๓. การโยกปูน

ให้แยกมัดใบครามออกจากน้ำที่แช่ จะได้น้ำหมักใบครามสีเขียวอำพันและมีกลิ่นเหมือนผักดอง ให้คำนวนปริมาณ ใบครามที่ใส่ลงไป ๑ กก. ต่อปูน ๒๐๐ กรัม เติมปูนละลายลงในน้ำ แล้วทำการโยกปูน จนเกิดฟองจากฟองที่ใหญ่จนเป็นฟองเล็กละเอียดและฟองแตกซ่า แสดงว่าอิ่มปูนแล้ว ให้พักทิ้งไว้ให้ปูนตกตะกอนจนรุ่งเช้าค่อยรินน้ำใสด้านบนออกให้เหลือเฉพาะตะกอนปูนสีน้ำเงินเข้ม

๔. การกรองเนื้อคราม

ตะกอนปูนที่ได้ให้นำไปเทลงในเปลผ้าเพื่อกรองเอาเฉพาะเนื้อปูน รอจนเนื้อปูนเสด็จน้ำ จะได้เนื้อปูนหรือเนื้อครีมสีน้ำเงินเข้มให้เก็บใส่ถังหรือภาชนะไว้สะสมไว้จน
เต็มถัง และทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจนหมดใบครามหรือฤดูกาลทำน้ำครามหรือน้ำเบือก (ภาษาภูไท)

๕. การก่อหม้อคราม

สูตรการก่อหม้อครามเป็นสูตรลับเฉพาะของแต่ละกลุ่ม แต่ก็มีสูตรที่นิยมใช้กันคือ สูตร ๑ : ๑ : ๑ ได้แก่ เนื้อคราม : น้ำด่าง : น้ำมะขามเปียก

๖. การย้อมคราม

ย้อมเส้นไหม/เส้นฝ้าย/ผ้า ต้องนำสิ่งที่ต้องการย้อมทำความสะอาดก่อนฝ้ายต้มไล่ไขมัน สารเคลือบเส้นไหมเล้นฝ้ายออกเสียก่อน แล้วนำลงแช่ในน้ำ มวก(น้ำแช่ข้าว) บิดน้ำออกให้หมาด หม้อครามที่จะย้อมต้องโจกก่อนแล้วตักน้ำในหม้อครามไว้ข้างนอกหม้อ ๑ ขัน แล้วจึงนำเส้นฝ้ายลงย้อมโดยไลเส้นหมุนวนให้เส้นไหมหรือฝ้ายสัมผัสกับน้ำครามในหม้อและอากาศ หมุนวนรอบไป-มา นานประมาณ ๒-๓ นาทีเพื่อให้เส้นไหมหรือเส้นฝ้ายดูดกลืนสีให้อิ่ม เมื่อย้อมจนเส้นไหมหรือฝ้ายอิ่มสีแล้วจึงบิดน้ำให้หมาดพักไว้ แล้วจึงเทน้ำครามที่ตักไว้ก่อนย้อมลงในหม้อพร้อมกับเติมเนื้อครามประมาณ ๑ กำมือและน้ำด่าง ๑ ขันลงไป เพื่อเติมสีคืนหรือแทนสีที่เส้นไหมหรือเส้นฝ้ายดูดกลืนไว้ในเส้นไย ข้อสำคัญคือ หม้อครามจะย้อมได้ ๒ ครั้ง/วัน เมื่อย้อมครั้งแรกในช่วงเช้าจะต้องพักหม้อไว้นานประมาณ ๗ ชั่วโมงจึงจะย้อมได้อีก ดังนั้น จึงย้อมได้แค่เช้า-บ่าย

๗. การรักษาหม้อคราม

หากวันไหนไม่มีการย้อมคราม จะต้องโจกครามเช้า-เย็นเพื่อให้อากาศ บางสูตรจะเติมเนื้อมะขามเปรี้ยว ผลมะเฟืองทุบลงไปในหม้อครามหลังก่อหม้อเสร็จแล้ว บางสูตรเติมเหล้าขาว น้ำตาลทรายแดง กล้วยสุกงอม ทุกสูตรมีความสำคัญแต่ความพอดี จะทำให้หม้อครามอยู่กับเราได้นานที่สุด (ไม่หนีหม้อนิล)

 


 

kam2 kam1

 


 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *