วีณา วีสเพ็ญ: ครูศิลปวัฒนธรรมอีสาน

 


วีณา วีสเพ็ญ: ครูศิลปวัฒนธรรมอีสาน


IMG_1500


 

สาส์นทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมฉบับปฐมฤกษ์นี้ กองบรรณาธิการรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้ความเมตตาจากท่านรองศาสตราจารย์วีณา วีสเพ็ญ ผู้เชี่ยวชาญประจำสถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มมส ที่ได้บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับงานทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม มมส ตั้งแต่ยุควิทยาลัยวิชาการมหาสารคาม ยุค มศว. มหาสารคาม และยุคมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ให้ท่านผู้อ่านได้เห็นถึงบางแง่มุม บางเรื่องราว ที่บุคลากรรุ่นหลังควรบันทึกไว้ในความทรงจำหรือส่งต่อไปยังผู้ที่สนใจ กองบรรณาธิการเดินทางมายังอาคารที่หลายๆ ท่านเรียกกันติดปากว่า “ตึกโบสถ์” หรือสถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน แล้วเรื่องเล่าก็เกิดขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มอบอุ่นในเช้าฤดูฝน

 


  • เรื่องราวของงานทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมของสถาบัน จากอดีตถึงปัจจุบัน มีภาพรวมเป็นอย่างไร

 

IMG_1555


 

งานทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม แท้จริงแล้วเติบโตควบคู่มาตั้งแต่แรกเริ่มก่อตั้งเป็นวิทยาลัยวิชาการศึกษา มหาสารคาม ในปี พ.ศ. ๒๕๑๑ เนื่องจากครูบาอาจารย์ผู้ที่มาบริหารสถาบันแห่งนี้ได้เข้าใจวัตถุประสงค์ของ วศ. มหาสารคาม ว่าเป็นสถาบันคือการศึกษาที่สนับสนุนคนที่จะไปเป็นครู ซึ่งควรมีคุณสมบัติหลายประการอยู่ในตนเอง เป็นทั้งครูบาอาจารย์ที่สอนสาขาวิชาเอกอย่างมีประสิทธิภาพ อยู่ในชุมชน มีบทบาทในการนำชุมชน ในบางเรื่องศึกษาประเพณี วัฒนธรรมชุมชน เพราะจะมีส่วนสำคัญในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู สืบสานศิลปะและวัฒนธรรมเหล่านั้น ดังนั้น ในช่วงแรกๆ ครูเองก็มาไม่ทัน ดร. สายหยุด จำปาทอง ซึ่งท่านรักษาการรองอธิการบดีคนแรกของ วศ. มหาสารคาม แต่มาทันในช่วง ดร. บุญชม ไชยโกษี ซึ่งเป็นรองอธิการบดีผู้หญิงคนเดียวของสถาบันแห่งนี้ มาตอนนั้นก็มาในฐานะนิสิต แต่ในบทบาทของนิสิต ทำให้ทราบว่าท่านได้ส่งเสริมงานทางด้านทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม โดยตนเองก็ได้มีบทบาทในฐานะนิสิต นั่นก็คือ ท่านก็ส่งเสริมให้ตัวแทนนักศึกษาที่มาจากวิทยาลัยครูต่างๆ ได้ตั้งชมรม อย่างน้อยสองชมรม ก็คือ ชมรมดนตรีพื้นเมือง เพื่อนๆ จากวิทยาลัยครูอุดรธานี ซึ่งเคยเป็นนักดนตรีในวงแคนจากอุดรธานีก็มารวมตัวกัน และก็สอนให้เพื่อน ครูก็ได้รับการเชิญชวนให้มาเป็นนักร้องประจำวงแคน อีกชมรมหนึ่ง ครูก็ได้เป็นสมาชิกชมรม ก็คือ ชมรมดนตรีไทย ทำหน้าที่ตีขิม ดังนั้น ก็ทำให้เราทราบว่า การที่เราได้มีชมรมต่างๆ ไม่ว่าดนตรีไทย ไม่ว่าดนตรีพื้นเมือง หรือในโอกาสสำคัญของมหาวิทยาลัย อย่างเช่นประเพณีลอยกระทง งานบุญเข้าพรรษา เราต้องไปร่วมงานแห่เทียน ครูในฐานะนิสิตก็ได้เป็นเหมือนแม่งาน แต่งตัวให้เพื่อน เป็นนางนพมาศ และร่วมกับเพื่อนในการดูแลนางนพมาศ ช่วยครูบาอาจารย์ในเรื่องแห่เทียน ส่วนใหญ่ก็เป็นการจัดขบวน แต่งตัวนางฟ้า ซึ่งในตอนนั้นมหาวิทยาลัยของเราต้องสร้างภาพลักษณ์ให้ชุมชนชาวมหาสารคามได้ยอมรับ ว่าเราเป็นสถาบันการศึกษาสูงสุดของมหาสารคามในช่วงนั้น แต่บรรดานิสิต ครูบาอาจารย์ก็ยังเข้าถึงประเพณีท้องถิ่น ภาพลักษณ์เหล่านี้ก็ทำให้ชาวมหาสารคามรู้ว่า ถึงแม้ว่ารับนิสิต บ้านสมเด็จก็ได้ สวนสุนันทาก็ดี สวนดุสิต หรือมาจากวิทยาลัยครูต่างๆ ทั้งภาคเหนือ อีสาน กลาง และใต้ แต่คนเหล่านี้ก็ไม่แบ่งว่า ฉันเป็นคนภาคกลาง ฉันเป็นคนภาคอีสาน แต่ทุกคนมีความรักจังหวัดมหาสารคาม ดังนั้น ถ้าเราไปดูภาพเก่าๆ เราก็จะพบเวลางานแห่เทียน ครูบาอาจารย์บางท่านก็ไปตีกลองยาว บางท่านก็เดินร่วมขบวน เป็นภาพที่ศิษย์เก่าทุกคนประทับใจ ก็กล่าวได้ว่า งานทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมของมหาวิทยาลัยแห่งนี้เริ่มมาพร้อมๆ กับการก่อตั้งสถาบัน โดยมีผู้บริหารที่เข้าใจ สนับสนุน ให้งบประมาณ เช่น ชมรมต่างๆ ชมรมดนตรีไทย เราก็ใช้ครุภัณฑ์ของภาควิชาดุริยางค์ ซึ่งจริงๆ แล้วในปัจจุบัน ชมรมก็คือชมรม พวกวัสดุ-ครุภัณฑ์ทั้งหลายก็ต้องหาเอง แต่มหาวิทยาลัยแห่งนี้สนับสนุนมาตั้งแต่ต้น เพราะว่านิสิตมีความสนใจ และบทบาทหน้าที่มหาวิทยาลัยก็ต้องทำสิ่งเหล่านี้ อะไรที่จะพอสนับสนุนได้ มหาวิทยาลัยก็เลยร่วมสนับสนุน โดยอยู่ในรูปของงานกิจการนิสิต ซึ่งสมัยก่อนยังไม่เป็นกอง เป็นงานกิจการนิสิต เดี๋ยวนี้ก็พัฒนาเติบใหญ่มาเป็นกองกิจการนิสิต และก็มีฝ่ายทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมอย่างชัดเจน

 

ดังนั้น ก็กล่าวได้ว่า เริ่มจากนิสิตใช้ศักยภาพที่ติดตัวมาและมหาวิทยาลัยวิชาการศึกษาก็ส่งเสริม พอมาเป็น มศว. มหาสารคาม ยิ่งส่งเสริมมากยิ่งขึ้น มีนิสิตมากขึ้น จากที่สอนแต่สายครูก็มีนิสิตสายวิชาเอกมากขึ้น จาก กศ.บ. อย่างเดียว ก็เป็น ศศ.บ. ยิ่งมีความชัดเจนในบทบาทของมหาวิทยาลัยของรัฐ เดิมเราเป็นวิทยาเขต คล้ายๆ เข้าใจปรัชญายิ่งขึ้น ว่า นอกจากผลิตบัณฑิต ทำวิจัย บริการวิชาการ บทบาทหน้าที่อันหนึ่งที่สำคัญ คือ ทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม ซึ่งว่าไปแล้ว ไม่ได้เข้าข้างตนเองนะคะ เป็นที่ยอมรับของเพื่อนต่างมหาวิทยาลัย ว่า มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาสารคาม มีงานโดดเด่นก็คือ งานส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ๘ วิทยาเขต โดยเราคิดรูปแบบงานและรับเป็นเจ้าภาพครั้งแรก ทำให้เมื่อพัฒนามาเป็นมหาวิทยาลัยมหาสารคาม การก่อตั้งคณะที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าคณะศิลปกรรมศาสตร์ ซึ่งมีสาขาทัศนศิลป์ สาขานาฏยศิลป์ สาขาดุริยางคศิลป์ ก็สืบเนื่องมาจากพื้นฐานเดิมที่ชุมชนภายนอกและทบวงมหาวิทยาลัยได้เห็นในเชิงประจักษ์ เป็นรูปธรรม ทำให้คณะศิลปกรรมศาสตร์ก็ก่อตั้งได้รวดเร็ว อันเนื่องมาจากบุคคลทั้งหลายของสถาบันได้ช่วยกันทำหน้าที่แล้วเข้มแข็ง และในทุกวันนี้ ในส่วนตัวก็ยังมีความภาคภูมิใจ ถึงแม้ว่าไม่ได้เป็นผู้บริหาร ไม่ว่าคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ ก็เคยไปเป็นประธานบริหารในช่วงก่อตั้ง เพื่อวางรากฐานให้ เมื่อถอยออกมา ไม่ว่าจะโดยเราสรรหาคณบดีท่านใหม่ หรือเพราะเกษียณอายุราชการ แต่สิ่งที่ครูบาอาจารย์ทั้งหลายวางรากฐานเอาไว้ อาจารย์รุ่นน้องทั้งหลายทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งและถูกแนวทาง ซึ่งในส่วนตัวก็มีความภาคภูมิใจ เพราะว่าสถาบันใดก็ตามที่มีเป้าหมายที่ชัดเจนและมีคนแต่ละรุ่นสืบสานต่ออย่างมีเป้าหมายร่วมกัน มันก็นำมาสู่ความเจริญ ความแตกต่างทางความคิด ทางการออกแบบ ในเรื่องงานทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม แน่นอน มันก็ย่อมมีการสร้างสรรค์ แต่ถ้าเราปักหลักมั่นในเรื่องความดีความงามของประเพณี สังคม วัฒนธรรมภาคอีสาน และก็สร้างสรรค์สิ่งใหม่โดยมีรากของขนบธรรมเนียมประเพณีเดิม ก็คิดว่า ท่านเหล่านั้นกำลังนำพามหาวิทยาลัยไปในแนวทางที่ถูกต้อง คงไม่เสื่อมถอยแน่นอน

 


  • ความพร้อมของ มมส กับการเดินทางของพันธกิจทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมเป็นอย่างไร

IMG_1559


 

ถ้าพูดถึงเรื่องความพร้อมของมหาวิทยาลัยโดยรวม ก็คิดว่ามหาวิทยาลัยของเรานี้ ได้วางรากฐานไว้ครบถ้วน ทั้งทำนุบำรุงประเพณี ทำนุบำรุงศิลปะการแสดง ทำนุบำรุงพุทธศาสนา ซึ่งอาจารย์ ดร. นารีรัตย์ รักวิจิตรกุลและอาจารย์รัถพร ซังธาดา เป็นผู้วางรากฐานเอาไว้ วัฒนธรรมนี่มันต้องมีทางด้านศาสนาด้วย อาจารย์มุนี พันทวี อาจารย์อาคม วรจินดา ก็วางรากฐานในเรื่องศิลปวัฒนธรรมที่เป็นงานจิตรกรรม งานหัตถกรรม งานทัศนศิลป์ทั้งหลาย คำว่าศิลปวัฒนธรรมในมุมมองของเรามันกว้าง ในอดีต อยู่ในรูปภาควิชาเล็กๆ และก็มีชมรมของกองกิจการนิสิต ที่ทุกสาขาวิชาเอกจะมาเข้าชมรม ดังนั้น ความเบ่งบานของ มศว. ในช่วงที่ครูเป็นหัวหน้าฝ่ายศิลปวัฒนธรรมของกองกิจการนิสิต มาเป็นรองอธิการฝ่ายศิลปวัฒนธรรมและกิจการพิเศษ เรากล่าวได้ว่า ในช่วงที่เราเป็น มศว. การที่เราไม่มีวิชาเอกทางดนตรี การแสดงโดยเฉพาะ มีเพียงเอกทัศนศิลป์ แต่เรารับสมัครนิสิตชมรมต่างๆ กลายเป็นความงอกงามและแข็งแกร่งของ มศว. ในตอนนั้น เช่น วงแคนก็มีเอกฟิสิกส์ เอกอังกฤษ คนฟ้อนก็เอกจิตวิทยา เอกสถิติ เอกภาษาไทย ภาษาอังกฤษ คือมันหลากหลาย ทุกคนมาสมัครเข้าร่วมชมรม ดังนั้น เมื่อเขาจบไปแล้ว เขาก็ไปวางรากฐาน ก็คือนำวิธีการทำงานของครูบาอาจารย์ไปทำในหน่วยงานที่เขาบรรจุไปเป็นอาจารย์ ก็ทำให้เรามีอาจารย์ที่สามารถทำงานศิลปวัฒนธรรมในโรงเรียนประถม โรงเรียนมัธยม หรือมหาวิทยาลัยที่เขาไปทำงาน แต่พอเติบโตมามีวิชาเอกดุริยางคศิลป์ ทั้งดุริยางค์ไทย ดุริยางค์พื้นบ้าน ดุริยางค์สากล มีวิชาเอกนาฏยศิลป์ไทย พื้นบ้าน สากล มีการเรียนสาขาทัศนศิลป์หลากหลาย ทั้งภาพพิมพ์ จิตรกรรมปฏิมากรรม ชมรมต่างๆ ก็ยังสืบทอด ดำเนินกาารต่อมาอยู่ ก็กล่าวได้ว่า จากการเป็นชมรม ซึ่งก็ยังมีอยู่ถึงปัจจุบัน อย่างเช่นชมรมที่ครูก่อตั้งขึ้น คือ ชมรมดนตรีนาฏยศิลป์พื้นเมือง ตอนนี้นิสิตรุ่นน้องก็ตั้งชื่อใหม่ ชื่อก็พัฒนาไปเรื่อย เดี่ยวนี้ก็เป็น วงแคน เราก็จะพบว่า ทั้งชมรมเดิม เราก็ยังรักษาธรรมเนียม วัฒนธรรมเดิม รับน้องๆ จากทุกคณะ ทุกวิชาเอก พร้อมๆ กับที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ก็ดี วิทยาลัยดุริยางคศิลป์
ก็ดี ก็จำเป็นจะต้องสร้างคนไปเป็นครูบาอาจารย์ หรือประกอบอาชีพอิสระ ก็สร้างคู่กันไป
กล่าวได้ว่า มหาวิทยาลัยของเราได้สร้างเสริม สนับสนุนควบคู่กันมา ทุกคนที่รักในงานวัฒนธรรม ก็คืออยู่ในชมรมต่างๆ ของกองกิจการนิสิต เพราะหน้าที่ของมนุษย์คนไทยก็คือ
ต้องทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมของชาติ ไม่ว่าพื้นเมือง ไม่ว่าไทย ไม่ว่าจะเอกอื่น เขาก็เป็นคนไทย มีสิ่งเหล่านี้อยู่ในสายเลือด ไปเป็นพ่อเป็นแม่คนก็ต้องมีความเข้าใจในเรื่องวัฒนธรรมและร่วมสืบสาน แต่อีกกลุ่มหนึ่งเขาก็ได้รับการฝึกเฉพาะโดยผู้เชี่ยวชาญ เราก็มีการสร้างคน สร้างครู สร้างนักวิชาการทางดนตรี นาฏยศิลป์ ในสาขาวิชาเอกขึ้น แต่ว่าไปแล้ว ครูก็ยังดีใจที่ผู้บริหารได้มองเห็นความสำคัญของทั้งสองอย่าง สร้างปริญญา ผลิตบัณฑิตที่จะไปเป็นผู้รับใช้สังคมในเชิงวิชาการ กับสร้างคนที่จะต้องมีความเข้าใจในวัฒนธรรมของชาติ และรักวัฒนธรรม ก็ไปสืบทอดไหลรินในความเป็นคนอีสาน เป็นคนไทย ก็เลยเห็นว่า ก้าวของมหาวิทยาลัยมหาสารคามในเรื่องของการทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมก็ยัง
โดดเด่น ชัดเจนในเป้าหมาย คือไม่ตกหล่น อย่างเช่น นิสิตสาขาทัศนศิลป์ก็ดี สาขาดุริยางคศิลป์ หรือสาขานาฏกรรม พอเขาจบ นอกจากเขาจะอนุรักษ์ สืบทอดแล้ว โดยหลักสูตรที่
เราได้ร่วมกันทำ เขาจะต้องสืบสานเรื่องเก่า และต้องมาคิดเพิ่มให้มันเป็นงานสร้างสรรค์ โดยมีรากของวัฒนธรรมเดิม เราก็จะพบว่า แต่ละเทอมของปีสี่ เทอมปลาย เราจะเห็นความก้าวหน้าในเรื่องนี้ ว่าครูบาอาจารย์ก็เป็นที่ปรึกษานิสิต ให้ไปศึกษาชุมชน ศึกษาด้านต่างๆ อาจจะเป็นปรัชญาธรรมด้วยซ้ำ ศึกษาประเพณีทั้งหลายเพื่อมาสร้างสรรค์งาน ไม่ว่าจะเป็นทัศนศิลป์ ดนตรี นาฏกรรม จึงพบว่า ถ้าพูดถึงมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ก็ได้สังเกตมาตลอดว่าทุกสายตาก็ได้มองเรา ได้เรียนรู้จากเราพอสมควรทีเดียว

 


  • การทำงานพันธกิจทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมกับความกว้างเชิงพื้นที่เป็นอย่างไร

IMG_1498


 

หลายครั้งที่นิสิตต้องออกชุมชน เพราะว่าอาจารย์อยากให้รู้จักชุมชน เอกศิลปะ คุณจะเขียนภาพส่งจบ รักที่จะทำงานด้านศิลปะเชิงประเพณี ทำแบบแอบสแทรค แบบสากล ตัวเองก็ไม่ชอบ เราก็จะพบว่า อาจารย์สาขาทัศนศิลป์ ตัวเองก็ดูแลภาคนี้อยู่ สมัยก่อนสังกัดคณะมนุษยศาสตร์ต้องเซ็นภาคนิพนธ์เขา ต้องตรวจงาน ต้องเดินดูงาน เราก็จะพบว่า ในเชิงพื้นที่ เขาออกชุมชนเพราะว่าต้องเอาชุมชนมาสร้างจินตนาการ สร้างอารมณ์ เพื่อทำงานส่งอาจารย์ จะจบได้ต้องอย่างน้อยห้าชิ้น เราก็จะพบว่า นิสิตเอกทัศนศิลป์ยี่สิบคน อาจมีสักสี่คนที่จะเลือกงานจิตรกรรมประเภทประเพณีอีสาน แต่ขอกล่าวได้เลยว่า ผู้บริหารในอดีต ท่านก็พาออกชุมชน เก็บลายผ้าซิ่น ลายผ้าขิดในสมัยท่านบุญชม ไชยโกสี อาจารย์อาคม วรจินดา ก็เอามาทำเป็นลายสาน ในสถาบันแห่งนี้ ก็เป็นโดยไม่มีวิชาเอก ตอนเป็นมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในช่วงที่ท่านอธิการบดีศุภชัย สมัปปิโต มีการวางนโยบายว่าคงไม่ออกชุมชนเพราะว่าต้องทำรายงานส่ง ต่อไปนี้เราและชุมชนจะต้องทำงานร่วมกัน โดยเราไม่อยู่บนหอคอย อะไรที่มหาวิทยาลัยมหาสารคามจะเกื้อกูลชุมชนและชุมชนเกื้อกูลเรา อย่างเช่น มาเป็นวิทยากร มาเป็นครูภูมิปัญญาในทุกสาขา ทุกคณะมีความสำคัญ ก็เลยมีนโยบายโครงการ “หนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชน” “หนึ่งหลักสูตรหนึ่งศิลปวัฒนธรรม” ที่ชัดเจน ความชัดเจนก็คือ มีการให้เสนอโครงการและพยายามโน้มน้าวให้ทุกคณะได้ทำ ซึ่งการโน้มน้าวอาจจะทำแกมบังคับแกมขอร้อง ก็ทำให้ทุกคนซึ่งคิดว่ามีภาระหน้าที่ในการสอน ผลิตบัณฑิต หันกลับมาเข้าใจว่า ถ้าผลิตบัณฑิตโดยไม่เข้าใจชุมชน ไม่ศึกษาชุมชนระหว่างเรียน ไม่พานิสิตออกสังคมและชุมชน เราก็จะเป็นผู้เรียนจบ แต่ยังขาดความรู้ในด้านนี้ ดังนั้น นโยบายนี้ในส่วนตัวก็เห็นว่าเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน ว่าเราคงตามใจ ว่าฉันจะทำหรือไม่ทำก็ได้ ไม่ได้อีกแล้ว เพราะว่ามหาวิทยาลัยแห่งนี้ก็ได้อยู่กับชุมชนมาโดยตลอด เราเกื้อกูลซึ่งกันและกันมาโดยตลอด ดังนั้น ถึงจะเป็นมหาวิทยาลัยเชิงสมบูรณ์แบบ แบบต่างประเทศ มีทุกคณะ มีทุกสาขา บางสาขาก็นึกไม่ออกว่าตนเองจะทำงานในเชิงศิลปวัฒนธรรมอย่างไร ก็ได้ใช้โจทย์ “หนึ่งคณะหนึ่งศิลปวัฒนธรรม” หรือ “หนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชน” ได้คิดทบย้อน ทำให้ตนเองจะต้องสนใจสิ่งเหล่านี้ และพอทำบ่อยเข้าๆ ก็เริ่มเข้าใจว่าสนามหรือความรู้ที่แท้จริง มันก็อยู่ในชุมชนนั่นแหละ ก็คิดว่าเป็นก้าวที่ถูกต้องและสำคัญ ซึ่งท่านอธิการบดีคนปัจจุบัน คือ ศาสตราจารย์ ดร.สัมพันธ์ ฤทธิเดช ท่านก็สืบสานต่อ กับคณะผู้บริหาร ก็คือ รองอธิการบดีฝ่ายแผนและกิจการพิเศษ คือ รองศาสตราจารย์ ดร. ประยุกต์ ศรีวิไล หรือหลายครั้ง รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการก็ส่งเสริมสิ่งเหล่านี้ทั้งทางตรงและทางอ้อม เพราะว่าต้องรับรู้และร่วมกัน ถ้ามหาวิทยาลัยไม่ตกลงในนโยบายนี้ โครงการเหล่านี้ก็ทำไม่ได้ เพราะว่าเกี่ยวข้องกับบัณฑิต เกี่ยวข้องกับลูกศิษย์

 


  • ช่องว่างของยุคสมัย คณาจารย์ นิสิต ชุมชน ที่มีความเปลี่ยนแปลง ส่งผลถึงภาพของพันธกิจทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมอย่างไร

 

IMG_1548


 

เรื่องช่องว่างมันก็เกิดขึ้นเสมอ ถ้ารอยต่อระหว่างงาน ระหว่างคน ไม่สืบต่อกัน ซึ่งมีบ้าง หลายครั้งถ้าเราสร้างสรรค์โดยไม่ดูวัฒนธรรมที่เราเป็นอยู่ มันก็ล่อแหลมต่อความสวยงาม เพราะว่าบางทีเราเห็นชุมชนเขาทำ เราก็คิดว่าสิ่งที่ชุมชนเขาทำมันงาม แต่จริงๆ แล้ว ต้องร่วมกันคัดกรอง เพราะบางอย่างอาจจะเข้าขั้นอนาจารหรือปราศจากศิลปะ ดังนั้น เราต้องหันกลับมาไตร่ตรอง การสร้างสรรค์อะไรก็ตาม เราต้องมีรากฐานของขนบ ธรรมเนียม ประเพณี ชาตินิยม แต่แน่นอน คนที่มาใหม่ ไม่ว่าเป็นลูกศิษย์ บางทีเขาก็เริ่มเข้าใจ พอเข้าใจบ้าง ก็จบไป บางทีก็เกิดช่องว่าง หรืออาจารย์ที่มาใหม่ บางท่านก็ไม่ได้ทำกิจกรรมเหล่านี้ บางทีก็มาเรียนรู้เพิ่ม จากไม่ชอบ ก็ชอบ หรือบางท่านอาจจะขอเป็นนักวิชาการอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม เราต้องเข้าใจปรัชญาของสถาบัน ว่าหน้าที่ของสถาบันการศึกษาเขาต้องสอนให้ผู้คนสืบทอดวัฒนธรรมของชาติ ถ้าเราไม่สืบทอดก็เหมือนเราเรียนไป ปลายทางมันก็ได้งาน ได้อาชีพ แต่เราอาจจะขาดความสุขในชีวิต เพราะว่าสุนทรียภาพ ซึ่งหล่อหลอมผู้คนให้เป็นคนละเอียดอ่อน เข้าใจผู้คน งานศิลปวัฒนธรรมช่วยสร้างคนได้เยอะ ถ้าหายไปในตัวบุคคล ช่องว่างก็เกิดขึ้นแน่นอน ก็เหมือนคนที่ก้าวเข้ามาในสถาบันแห่งนี้ หลายคนขลุกอยู่ในกิจกรรมก็จะรักครูบาอาจารย์ รักสถาบัน ลุกขึ้นปกป้อง แต่หลายคนไม่ได้ทำสิ่งเหล่านี้ อยู่ในซอกหลืบของตัวเอง ไม่เปิดใจรับ เราก็จะพบการมองภาพมหาวิทยาลัยไม่บวก เป็นกลางๆ ค่อนข้างจะลบด้วยซ้ำ มันอยู่ที่วาสนา คือสิ่งที่ติดตัวเขามา ว่าเขาถูกฝึกมาอย่างไร หัวใจเขาเปิดหรือหัวใจเขาปิด ซึ่งครูได้เห็นสิ่งเหล่านี้มาตลอดการรับราชการในมหาวิทยาลัย แต่ด้วยสัจจะที่ครูบาอาจารย์หรือทีมของเราที่ทำงานร่วมกัน ทุกทีมที่ทำงานทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม สุดท้ายก็มีส่วนในการสร้างเสริมความเข้าใจ ยกระดับความคิด ไม่ว่าทั้งลูกศิษย์ ทั้งครูบาอาจารย์ได้หันกลับมา ลดช่องว่าง ลดอัตตาของตนเอง แต่อย่าลืมว่า ถึงจบไปแล้ว ทำงานแล้ว เกษียณแล้ว บางทีอัตตาก็ยังไม่ลดลง ครูต้องใช้คำว่า “วาสนา” มันแล้วแต่วาสนาของแต่ละคน วาสนาไม่ใช่โชคนะ เป็นความสังเกตสังกา เป็นการปรับเปลี่ยนตัวเองโดยเอาทุนเดิมบวกทุนใหม่ บางคนทุนเดิมก็ไม่มี ทุนใหม่ก็ไม่บวกเข้าไป ก็เลยไม่มีวาสนา ไม่มีความสุขในชีวิต และมองโลกมองชีวิตไม่เข้าใจ แต่งานทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม เราสามารถกล่าวได้ว่า มหาวิทยาลัยแห่งนี้ก็พยายามกระจายความสุข กระจายสุนทรียภาพให้แก่ลูกศิษย์ โดยผ่านงานวิชาการ วิชาศึกษาทั่วไปหลายวิชา เป็นรายวิชาที่ทำให้เขาได้เข้าใจ ตระหนัก และเริ่มซาบซึ้งสิ่งเหล่านี้ มันก็เป็นธรรมดาโลกเรา จะให้อยู่ดีๆ ต่างคนต่างมาแล้วก็เข้าใจเลย ไม่มีทาง งานสร้างคนเป็นงานที่ต้องมีศรัทธา วิริยะ และความอดทน ไม่ออกผลวันนี้ ก็ออกผลในวันที่เขาเป็นพ่อแม่ของลูก ในวันที่เขาเป็นตายายของหลานๆ และก็จากโลกนี้ไป ก็เป็นวัฏจักรเช่นนี้อยู่เสมอ

 


  • ทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมในมุมมองของครูเป็นอย่างไร

 

IMG_1515


 

ทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมในทัศนะของอาจารย์และเคยทำมาแล้วก็คือ อะไรที่เป็นของดีงามในอดีต ในสังคมอีสาน ไม่ว่าจะเป็นประเพณี วัฒนธรรม ที่สังคมได้ลงมติกันแล้วว่า มันเป็นความดีงาม ไม่ล่อแหลมต่อพวกอนาจารทั้งหลาย เราควรนำมาสืบสานในสถาบัน แต่หลายส่วนที่แสดงออกทางสังคม ไม่ว่าการเต้น การแต่งกายที่มันโป้ เปลือย เป็นวัฒนธรรมตะวันตก เช่น บางทีตายแล้วก็ยังเอาโคโยตี้มาเต้นในวัดนี่ อาจารย์ว่ามันไม่ใช่ศิลปะ มันเป็นอนาจาร หรือการที่เรามีหมอลำ มีลำเรื่อง แต่เราก็แต่งตัวแบบฝรั่ง ใส่กางเกงสั้น อะไรทั้งหลาย มันมาจากฝรั่งทั้งสิ้น แต่เนื่องจากหลายคนก็ให้ข้อยกเว้นหรือพยายามเบิกทางในแง่ที่ว่า ศิลปะและการแสดงมันก็ต้องดึงดูดผู้คน แต่ทัศนะของครูที่ปักหลักมาตลอด การดึงดูดผู้คนเราต้องยกระดับความสวยความงามในการแสดงออกด้วย ดังนั้น ครูก็อาจจะต่างจากคนอื่นที่ไม่ไปตามกระแส ถึงแม้ว่าเราจะยากจน เราก็ต้องรักษาเกียรติ ศักดิ์ศรีของลูกหลานผู้หญิงที่ไปเต้นอยู่ข้างหลัง ให้เขาไม่ล่อแหลม เพราะนั่นคือลูกไทยหลานไทย ลูกอีสานเนาะ นี่คือจุดยืนของครู ดังนั้น ก็จะไม่พบอาจารย์ที่จะไปยกยอเรื่องธุรกิจเพื่อดำรงชีพ จนล่อแหลมในเรื่องความเหมาะสม เพราะเรายังต้องรักษาเกียรติภูมิ เกียรติศักดิ์ ศักดิ์ศรีของลูกหลานอยู่ และสังคมไทยจะถูกหลายประเทศมองในเรื่องนี้ ยังแยกแยะระหว่างศิลปะกับอนาจารไม่ออก ซึ่งครูห่วงมาก ห่วงจริงๆ เวลาสอนนิสิตในชั้นก็จะบอกเขาให้แยกแยะ ก็คืออนุรักษ์สิ่งดีงาม แต่ในสิ่งดีงามนั้น คนในแต่ละยุคเขาก็มีความสามารถในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเพลง ลายแคน ลายพิณ ลายโปงลาง เพราะว่าถ้าเลียนแบบอย่างเดียวโดยไม่ออกแบบสิ่งใหม่มันก็ผิดธรรมชาติของมนุษย์ เราก็จะพบอยู่ตลอด ถ้าเราศึกษาทางด้านดนตรี ทางด้านเพลง บางครั้งเอาเพลงนั้นมาผสมเพลงนี้ ก็ถือว่าเป็นการหลอมรวมให้เกิดสิ่งใหม่ มันก็เป็นธรรมชาติ แต่ทัศนะของครูในเรื่องศิลปกรรมมีความหลากหลาย ที่ห่วงใยก็คือ ดนตรีก็ดี นาฏยกรรมก็ดี หรือศิลปกรรมสาขาทัศนศิลป์ มันเหมือนอาหารหลายๆ จาน จะต้องบริโภค เรียนรู้ที่จะรับอาหารหลายๆ จาน ไม่ใช่ชอบอันนี้มาแต่ไหนแต่ไร ก็ปิดทวาร ปิดหู ปิดตา โดยไม่รู้ว่าสิ่งที่มันสุนทรีย์มากกว่าที่เขาฟังอยู่ ทำอยู่ มันมีอยู่ในโลก ดังนั้น ถึงเข้าใจในเรื่องความเป็นพื้นบ้าน ความเป็นไทย และความเป็นสากล หลายคนเข้าใจความเป็นสากลได้นิดเดียว ทั้งๆ ที่เพลงในประเทศอื่นๆ มันก็มีความเป็นเพลงพื้นบ้าน มีเพลงกล่อมเด็ก (Lullaby) พอเรามาสอนกล่อมเด็ก ประเทศไทยก็นึกว่าสอนเชย ครูก็ต้องบอกว่า Lullaby หรือเพลงกล่อมเด็ก มันเป็นสากลทั่วโลก เพียงแต่ว่า แต่ละชนเผ่าเขากล่อมด้วยทำนองอะไร พร้อมๆ กับมีเพลงที่บรรเลงออกมากระทันหัน ก็กลายเป็นเพลงใหม่ขึ้นมา ทางตะวันตกก็มีพวกแจ๊ส แต่ในความเป็นแจ๊สเขาก็มีเพลงคลาสสิค ก็คือ จะต้องมีแบบฉบับอย่างนี้ มีขั้นตอนอย่างนี้ ท่วงทำนองจังหวะอย่างนี้ ไต่ขึ้นไป ก็เหมือนเพลงไทยมีสามชั้น สองชั้น ชั้นเดียวออกลูกหมด ของฝรั่งเขาก็มี มีโหมด มีอารมณ์ หรือเวลาต้องการความเงียบ เบาๆ สบายๆ มันก็ต้องมีเพลงบรรเลง เพลงเบาๆ ไม่ใช่เพลงมีเนื้อร้อง แต่ของเรานี่สามารถทำรายงานได้โดยมีเพลงลั่นหูอยู่ นั่นก็ห่วงใยว่าสถานศึกษานี้ จะต้องให้อาหารหลายๆ จาน ให้เขาได้เห็นความหลากหลาย ให้เขาได้เลือกใช้ในกาละอันควร นี่เป็นเรื่องที่ครูห่วงมาก หลายคนขาดสิ่งเหล่านี้ อาจจะเนื่องมาจากเวลาเรียน เวลาสอนที่เราจะทุ่มเทให้แก่กันและกันมันน้อย มันมีกิจกรรมอื่นมากมาย แต่ในเรื่องศิลปวัฒนธรรม การไปวัดไปวานี่ก็ยังน้อย ก็ไม่รู้ว่า สิ่งสุดยอดมันอยู่ที่วัด ศิลปกรรมทั้งหลาย ปรัชญาธรรมทั้งหลาย แสดงออกโดยผ่านวัตถุในวัด ฉะนั้น ในช่วงหลังที่เกษียณอายุราชการได้มีโอกาสสอนในบางคณะ ก็ได้พยายามชี้สิ่งที่เราผิดพลาดมา และโน้มน้าว ปลุกใจเขา ว่าเขาควรจะทำอะไร เพื่อความสุขในชีวิตและทางเดินที่ถูกต้อง บังเอิญสอนสายครูเป็นส่วนใหญ่ ถ้าครูผิดทิศผิดทาง ครูก็จะได้ให้ยาพิษหรือให้อาหารจานเดียวแก่เด็ก ยกตัวอย่างในกรณีเด็กแสดงออกพร้อมประกอบจังหวะดนตรี ครูมองไม่เห็นท่าฟ้อนแบบไทยหรือท่าเซิ้งแบบอีสาน มองเห็นแต่การดิ้น ซึ่งรากของท่าจีบไม้จีบมือรูปแบบไทยไม่มี ก็สะท้อนว่าสังคมเราไม่เข้มแข็งในการที่จะปักหลักแสวงหาความเป็นตัวตนที่จะแสดงออก ว่า นี่เป็นไทยแลนด์นะ แต่กลายเป็นว่าแสดงออกตามวัฒนธรรมอื่น แล้วถามว่าทำอะไรได้บ้างที่เป็นไทย นึกไม่ออก มันเป็นมาตั้งแต่เริ่มชั้นประถม มัธยม และก็มาอุดมศึกษา ก็แทบจะไม่เหลือหรอ อันนี้ห่วงภาพรวมใหญ่ ก็เลยชอบฝากฝังลูกศิษย์ นิสิตที่เป็น กศ.บ. พาเขาร้องเพลงพื้นบ้าน ลายแคนพื้นบ้าน ฟังเพลงไทยเดิม พร้อมๆ กับฝึกเพลงเพื่อชีวิตที่ควรเอาไปปลูกฝังแก่ลูกศิษย์ เพราะว่าเพลงเพื่อชีวิตคือเพลงที่ยกระดับความคิดในเรื่องสังคม ให้สนใจสังคม มองสังคมที่เป็นจริง ก็ปลูกฝังกันทั้งสามส่วน ครูไม่ใช่เป็นนักอนุรักษ์จนไม่รู้ว่า ไทยเดิมบางเพลงมันก็ล้าสมัยไปแล้ว ร้องยาก เราก็เอาไทยเดิมที่เนื้อหาสาระให้คุณค่าและเอามาปลูกฝังในชั้นเรียน ก็สามารถละลายหัวใจ สร้างความตะหนักให้กับลูกศิษย์ โดยเราลองให้ร้องให้ฟัง ลองให้ชี้ว่าวรรคทองที่ทำให้เขามีปรัชญา ว่าไม่จำเป็นต้องอ่านปรัชญาศาสนายากๆ เพลงมันก็มีปรัชญา มีแนวทางในการดำรงชีวิตเสมอ พออาทิตย์ถัดมาก็ร้องได้ทั้งห้อง เขาไปฝึกเอง นั่นก็แสดงว่า อ้อ.. มันอยู่ที่ความเข้าใจ ทิศทางในชีวิตของเขา

 


  • ฝากเกี่ยวกับเรื่องทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม

 

IMG_1505


 

ก็เลยอยากจะฝากครูบาอาจารย์ว่า ถ้าเรามีเป้าหมายที่ถูกต้อง ทั้งในเชิงการอนุรักษ์ การฟื้นฟู ต้องพัฒนาร่วมกัน สร้างสิ่งใหม่ที่ถูกต้องดีงาม มันก็จะทำให้งานทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ไม่ว่าจะอยู่ในสถาบันหรือเขาไปเป็นประชาชนคนหนึ่ง ก็ไปอย่างถูกต้อง ไม่น่าห่วง การที่ได้ยกตัวอย่างว่า ลูกศิษย์รุ่น วศ. ก็ดี รุ่น มศว. มหาสารคาม เราได้ทำงานร่วมกัน เขาก็ได้แบบอย่าง ได้อุดมการณ์นั้น ไปกระจายอุดมการณ์ ไปเป็นผู้บริหารก็เยอะ ที่ทำให้อุดมการณ์เรามันสามารถทำได้อย่างเป็นจริงเป็นจังมากขึ้น แต่มันก็อยู่ที่การปลูกฝังที่ถูกต้องก่อน หลายคนลองผิดลองถูกก่อนจึงเข้าใจ ก็มาแก้ไขในสิ่งผิด แต่ของเราพยายามทั้งให้แนวคิด แนวปฏิบัติ พอไปทำก็ถูกต้องไปเลย

 


สัมภาษณ์พิเศษ : กองบรรณาธิการ


 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *