สถาปัตยกรรมชุมชนและภูมิปัญญาในการสร้างที่อยู่อาศัย: วิวัฒน์ วอทอง


สถาปัตยกรรมชุมชนและภูมิปัญญาในการสร้างที่อยู่อาศัย

: วิวัฒน์ วอทอง


 

กองบรรณาธิการเดินทางไปเยี่ยมห้องทำงานของผู้เชี่ยวชาญประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เพื่อสนทนาในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านของสถาปัตยกรรมของชุมชนและภูมิปัญญาในการสร้างที่อยู่อาศัย ในฐานะที่ท่านมีประสบการณ์เกี่ยวกับสถาปัตยกรรมหลายประเทศและต่อเนื่องยาวนานหลายสิบปี มีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านสถาปัตยกรรมท้องถิ่นและภูมิปัญญาพื้นบ้าน

ภายในห้องทำงานของอาจารย์สถาปัตยกรรมศาสตร์ มีผลงานมากมายของลูกศิษย์ รวมถึงผลงานของอาจารย์เอง ให้แขกได้เดินชมได้อย่างไม่รู้เบื่อ หลังจากนั้น ท่านอาจารย์วิวัฒน์ วอทอง ก็ได้แสดงความเห็นในประเด็นของสถาปัตยกรรมไว้อย่างน่าสนใจ

 


: การเปลี่ยนผ่านด้านศิลปวัฒนธรรม โดยเฉพาะด้านสถาปัตยกรรมเป็นอย่างไร


 

ถ้าเราจะพูดให้ชัด งานสถาปัตยกรรม คืองานก่อสร้างอาคารทุกประเภท มีมิติอยู่ ๒ มิติ คือ ความเป็นตะวันออกกับตะวันตก ตะวันตกคือฝรั่ง เราชอบแบบบ้านแบบฝรั่งอยู่ทุกวันนี้ แต่ความเป็นตัวเราเอง เราจะลืม เราจะไม่ชอบอยู่ เพราะเรายังขาดความเข้าใจในเรื่องความเป็นมาของเรา ไปนิยมความสบายแบบฝรั่ง เพราะฉะนั้น สถาปัตยกรรมสมัยใหม่มันจึงเป็นสถาปัตยกรรมตะวันตก ตอนนี้เข้ามาเต็มตัวจนเราลืมแล้ว มันทำให้ความอดทนของมนุษย์ต่ำลง มักง่าย เอาสบายตัวเอง คนอื่นจะเป็นอย่างไรช่างเขา เพราะฉะนั้น ถึงเกิดโลกร้อนไง เอาง่ายๆ อย่างห้องนี้ ๒๓ องศาฯ ตลอด ๒๔ ชั่วโมง ไม่รู้ว่าข้างนอกร้อน ข้างนอกอาจจะ ๓๐-๔๐ องศาฯ อากาศเย็นฉ่ำจนต้องใส่เสื้อนอกเสื้อกันหนาว อันนี้คือความไม่พอดีของมนุษย์ เป็นผลที่มาจากตะวันตก ยึดติดอยู่กับความสุขสบายเป็นหลัก ขาดความอดทนที่จะอยู่ตามสภาพธรรมชาติ สถาปัตยกรรมมาอวยตรงนี้ ทำอย่างไรห้องถึงจะเย็น ทีนี้การเย็นมันเย็นแบบเอาเครื่องจักรเข้ามาช่วย ก็คือแอร์ มันผลาญทรัพยากรธรรมชาติ พูดง่ายๆ ผลาญเงินด้วย ต้องเสียค่าไฟฟ้า ไฟฟ้ามันเอาถ่านหินมา ถ่านหินออกมาก็เป็นมลพิษ มลพิษทำให้เกิดโลกร้อน ความเห็นแก่ตัวแบบตะวันตกเข้ามาเป็นค่านิยมของคนตะวันออก แล้วก็ชาชิน แทนที่จะอยู่แบบ ถ้าร้อนก็อยู่อย่างร้อน หนาวก็อยู่อย่างหนาว สมัยก่อนบ้านเรา ร้อนก็นุ่งผ้าขาวม้า การเป็นคนดี ไม่ใช่การไปใส่นาฬิกาเรือนละยี่สิบสามสิบล้าน หนาวเราก็ห่มผ้าห่ม ผ้าเราก็ต่ำเองทอเอง ผิงไฟ ไฟเราก็มี เราก็จุดขึ้น ฟืนเราก็มี เราก็ผิงไฟ ก็อยู่อย่างนั้น คนเราถ้าคิดเป็น ถ้าจะเจริญ คิดอะไรได้ทั้งนั้น คิดสูตรวิทยาศาสตร์ก็คิดได้ ติดตรงนี้ไง เพราะฉะนั้นสถาปัตยกรรมที่ออกมาจึงเป็นสถาปัตยกรรมตะวันตกทั้งหมด คนต้องการพื้นที่ส่วนตัวเยอะ มีห้องลิฟวิ่งรูม คือ ห้องพักผ่อนที่มีเครื่องอำนวยความสะดวกพร้อม บ้านเราไม่เคยมีห้องลิฟวิ่งรูม ห้องกินข้าว กินข้าวก็ต้องมีห้องต่างหาก เอาแบบฝรั่ง ที่เขามีเพราะเขามีข้อจำกัดของเขาอากาศหนาว ต้องมีห้องซึ่งอยู่ได้ อย่างสุขสบายจนเคยตัว ผลิตของหรือเครื่องเสริมสุขที่เอาชนะธรรมชาติ เช่น พวกแอร์ หรือเครื่องอำนวยความสะดวกทั้งหลาย พอเคยตัว สบาย ก็ถือว่าสิ่งนั้นถูกต้อง ก็เอาชนะ ธรรมชาติได้แต่ของเราไม่ใช่อย่างนั้น ของเรามันอาศัยกับธรรมชาติ ฝนตกนิดๆ หน่อยๆ เราก็อยู่ได้ หนาวหน่อยก็ห่มผ้าห่ม คือปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติ เพราะฉะนั้นรูปแบบของตะวันออก-ตะวันตก ก็คือ ของเราขออยู่กับธรรมชาติ พึ่งพาอาศัย ยอม การขออยู่ เราก็ไม่ไปทำลาย อย่างไปขุดหัวมันในป่าสมัยก่อน ขุดแล้วก็เอาแต่หัว เครือเราก็เอาฝังดินไว้ เพื่อให้มันเกิดหัวต่อไป เราไม่ได้ไปกินหมดเหมือนทุกวันนี้ ปลาสร้อยปลาซิวทั้งหลาย ถึงฤดูวางไข่เราก็เว้น ทุกวันนี้ล่อกินหมดทุกอย่าง เผาทิ้งด้วยต่างหากความเห็นแก่ตัวเกิดขึ้น

เพราะฉะนั้น บ้านของเราสมัยก่อนถึงมีที่โล่ง มีนอกชาน มีเปิง มีครัว มีสวนครัว สวนครัวคือฮางผักที่อยู่นอกชานบ้าน อยากกินต้มกินแกงก็หยิบตรงนั้นไปใส่ ปลูกตรงนั้น เอาน้ำล้างคาวปลาที่ทำตรงนั้นมารด ก็ได้ปุ๋ย ก็งาม คือเรากลืนกับธรรมชาติ อยู่กับธรรมชาติ เฉลียง เปิงเนี่ย เป็นห้องอเนกประสงค์ เราไม่มีห้องลิฟวิ่ง ไดนิ่ง รวมอยู่ตรงนั้น กินข้าวก็อยู่ตรงนั้น รับแขกก็อยู่ตรงนั้น นอนก็อยู่ตรงนั้น คนเฒ่าคนแก่ ถ้าร้อนก็มานอนข้างนอก ข้างในห้องนี่ สมัยก่อนเป็นความเชื่อเรื่องจิตวิญญาณ เรื่องผี เรื่องสิ่งที่เรามองไม่เห็น ว่าอาจจะมีสิ่งที่เราไม่เห็นหรือว่ากายทิพย์ หรือกายอะไรก็แล้วแต่ ถ้าเป็นความเชื่อ อันนี้เป็นความเชื่อของคนตะวันออก ซึ่งแต่ก่อนตะวันตกก็เคยเชื่อ แต่ตอนหลัง พอวิทยาศาสตร์เข้ามา ก็ไม่เชื่อถือ เพราะฉะนั้น ห้องข้างในเป็นห้องสำหรับผู้ที่อ่อนวัย พวกแม่ลูกอ่อน พวกโน้น พวกนี้ซึ่งไวต่อทั้งสถาพอากาศ ฝนตกฟ้าร้องจะเป็นหวัดเป็นไอ เกิดมายังเยาว์วัย พวกนั้นก็อยู่ข้างใน คนผู้ชาย คนหนุ่ม คนแก่ที่กร้านฤดูกาลแล้วต้องนอนข้างนอก สบาย หรือคนที่อยู่ข้างในคือคนพวกกำลังเจริญพันธุ์ ผัวใหม่เมียใหม่ พวกนี้จะเสพกันกลางคืน คนไม่เห็น คนแก่ไม่จำเป็นก็นอนอยู่ข้างนอก คือการออกแบบสถาปัตยกรรมเป็นไปตามธรรมชาติของมนุษย์ ไม่ได้เป็นไปตามความอยาก ฝรั่งห้องนอนต้องปิดมิดชิด เผื่อเขาจะทำกิจกรรมกันตอนกลางวันก็ไม่มีใครเห็น คือมนุษย์เกิดความประมาท เอาแต่ใจตนเอง นอกกรอบ เห็นแก่ตัว อยากทำอะไรก็ทำ ไม่ได้ละ ทิ้งขนบธรรมเนียม ประเพณี ความละอาย หิริโอตัปปะมันจะลดไป อยากทำชั่วก็เข้าห้อง ปิดประตู ไม่มีใครรู้ อะไรแบบนั้น นี่คือผลที่ทำให้พฤติกรรมของมนุษย์เปลี่ยนไป

 


: ที่อยู่อาศัยมีผลต่อวิถีชีวิต วัฒนธรรม คติความเชื่อ ขนบธรรมเนียม และประเพณี


 

มนุษย์ พอสบายจนเคยตัวก็ลืมความอดทน พอลืมความอดทนทำให้มนุษย์มีความคิดเหมือนกัน คือ เห็นแก่ตัวและติดสุขติดสบาย อยากมีที่ของตนเอง อยากมีอะไร คนอื่นไม่ต้องมายุ่ง เพราะฉะนั้น คนที่เคยเผื่อแผ่กันสมัยก่อน พวกฝรั่งไม่เคยเรียกใครกินข้าวนะ บ้านเราถ้าเห็นคนเดินมา เรียกคนกินข้าว เราจะกินอะไร เราไม่เคยอาย คือไม่มีความละอาย อยู่ในสังคมแบบเชิดหน้าชูตา มีอะไรก็เท่าที่มี ไม่ได้ปกปิด ไม่ได้มีหน้ากาก แต่สิ่งที่เขาอยากซ่อนเร้นก็มี ทำให้นิสัยส่วนตัวมนุษย์เปลี่ยน พอเปลี่ยน สังคมก็เปลี่ยน เขาเรียกเป็นแบบสากลไง แต่มันเปลี่ยนไปในทางที่ชั่ว ไม่ได้เปลี่ยนไปในทางที่ดี เห็นแก่ตัว พอมาอยู่รวมกันก็ทะเลาะกัน แย่งพื้นที่กัน แย่งโน่นแย่งนี่ แย่งอากาศ แย่งข้าวปลาอาหาร ก็เกิดสงครามขึ้นทุกวันนี้ ถ้าภาพรวมที่เรามอง สถาปัตยกรรมนี่มันเป็นไปอย่างนี้แหละ

 


: การเปลี่ยนแปลงของสถาปัตยกรรมกับสังคม


 

ตอนนี้ก็เห็นอยู่แล้ว คนส่วนใหญ่ไม่ตระหนัก คือแรงต้านจะให้ดึงพวกนี้มา คือเราไม่ได้บอกว่าความสบายมันไม่ดี แต่บางทีสบายจนเกินไปก็เกิดความแตกต่างระหว่างชนชั้น คนที่รวยไม่รู้ว่ารวยกี่พันล้าน มีทุกอย่างใช่ไหม คนที่ไม่มีจะกิน ไส้แห้งอยู่ทุกวันนี้ ตายแล้วไม่มีหมอที่จะรักษาเพราะไม่มีตังค์ อย่างนี้ก็มี เพราะฉะนั้น ระยะจะห่างขึ้นเรื่อยๆ คือมนุษย์ฉวยโอกาส ว่ารวยก็รวยขึ้น ใครจนก็เรื่องของเขา เกิดมา บางทีศาสนาก็บอกมีกรรม จน มันไม่ใช่ ถ้ามองในลักษณะแบบคิดทันสมัย ซึ่งความจริงแรงต้าน แรงดึง มีอยู่ แต่เป็นส่วนน้อยมาก อย่างเศรษฐีระดับโลกอย่างนี้ เห็นไหม บางคนรวยมหาศาล มรดกเป็นหมื่นๆ แสนๆ ล้าน ยกให้ประเทศด้อยพัฒนาหมด ให้ลูกแค่ ๐.๐๑% เท่านั้นเอง ไม่ได้โกยไว้สำหรับตัวเอง ที่คิดมาสร้างมาด้วยมือ โยนให้มูลนิธิต่างประเทศ เกือบจะเอาไปให้เขาหมด ทายาทให้นิดเดียว บอกกูเลี้ยงมึงมาขนาดนี้ มึงหากินเอง เพราะพอเกิดมาก็ยังหากินขนาดนี้ เพราะฉะนั้น หากินไม่ได้ก็ตายซะ แค่นั้นแหละ คนที่คิดอย่างนี้ มีน้อยมาก และตัวอย่างพวกนี้ก็ไม่มีใครใส่ใจว่า มันเป็นความดี หรือคนที่มีความพอเพียง อย่างคำว่า อยู่อย่างพอเพียง ชุมชนบ้านนอกเรามีมาตั้งแต่สมัยโบราณ ไม่ใช่ทฤษฏีนะ ถ้าพูดแบบตรงไปตรงมา ไม่ใช่ทฤษฏีใหม่นะ เราอยู่อย่างพอเพียงและก็แลกเปลี่ยนกัน สมัยก่อนเราไม่ค่อยได้ใช้เงิน สมัยก่อนเราไปที่ไหนเราไม่เคยมีเงินติดกระเป๋า ไม่มีรถเราก็ต้องเดิน พอเดินไป ไปถึงบ้านนั้น เราก็ไปกินข้าวกับเขา ทางอีสานเขาเรียก “ขอกินข้าวเซาเฮียน” แม้แต่คนไม่รู้จักกันก็ให้กิน คนบ้านริมชีหรือบ้านฮิมซี นาเขาจะล่ม เพราะว่าเป็นนาทาม น้ำท่วมบ่อยๆ ข้าวไม่มีก็เอาปลาไปแลกข้าว เอาปลาแดกไปแลกข้าว พวกนาโคกที่เขามีข้าว เอาปลาไปแลกฝ้าย คือแลกเปลี่ยนกัน ไม่ต้องใช้เงิน นั่นคือความพอเพียงที่บริสุทธิ์จริงๆ นะ และทำให้คนเผื่อแผ่ อย่างเราไปเที่ยวที่ไหนไกลๆ ไม่ต้องมีโรงแรม ไปนอนที่วัด ขอนอนกับหลวงพ่อที่ศาลาวัด ขอกินข้าวก้นบาตรท่าน ก็อยู่ได้ ไม่ได้เดือดร้อนตรงไหน แต่ถามว่าเรามาทำทุกวันนี้ได้ไหม ไม่ได้หรอก ต้องใช้รถใช้รา ถามว่าเราจะเอาตรงนั้นมาใช้วันนี้ได้ไหม ขอให้อยู่ระหว่างกลาง อย่างลงแขกสมัยก่อน นาใครนามัน เวลาดำนาก็ไปช่วยกันลงแขก ลงแขกก็เอาข้าวและกับข้าวไปด้วย ช่วยกันกิน เจ้าของนาก็ใส่เหล้าไว้เท่านั้นเอง มีไก่ก็ต้มไก่ไว้ให้ ไปช่วยแรงกัน แล้วเวลาช่วยคนนี้เสร็จก็ไปช่วยคนนั้นช่วยคนนี้ ไม่เสียสักแดงเดียว ทุกวันนี้สามร้อยบาท แถมเบียร์ให้ก็ยังไม่ไป นั่นคือความเห็นแก่ตัว ก็บอกติดธุระ ถ้าไม่ได้เท่าที่ต้องการ ใช่ไหม เงินเป็นพระเจ้าทั้งสิ้น เพื่อที่จะเอาเงินมาซื้อความสุข ซื้อพื้นที่ของตนเอง สถาปัตยกรรมก็เหมือนกัน ที่พูดมามันเป็นเงินทั้งนั้น ก็เอามาซื้อส่วนตัว พอเป็นส่วนตัว ความเป็นส่วนรวม เอนกประสงค์ไม่มี ห้องนอนพ่อแม่ก็พ่อแม่นอน ห้องนอนลูกก็ต้องลูก ลูกคนที่หนึ่ง คนที่สอง คนที่สาม จะไปนอนห้องพ่อแม่ก็ไม่ได้ ไม่ให้นอน แทนที่จะนอนรวมกัน ถ้าจะทำอะไรที่ผิดประเพณี ทำความชั่ว ทำง่าย เพราะอยู่ห้องใครห้องมัน อย่างถ้านอนรวมกันอย่างครอบครัว ผัวเมียเวลาจะประกอบเรื่องกามหรือจะมีลูกคนต่อไป เขาก็ทำตอนกลางคืน ตอนที่ลูกหลับแล้ว ก็นอนอยู่ด้วยกันได้ ใช่ไหมล่ะ แต่ทุกวันมันไม่ใช่ ดังนั้น การครอบครองพื้นที่แบบส่วนตัว ทำให้มนุษย์เปลี่ยน เห็นแก่ตัว แล้วทำให้โลกนี้สับสน อันนั้นคือความไม่พอเพียง แนวโน้มก็เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ถ้ามีเงิน คนทุกคนก็อยากได้ เพราะว่าค่านิยมของสังคมเป็นแบบนั้น ถ้าไม่มีแบบนี้ดูกระจอกงอกง่อย ไม่สง่าฝ่าเผย มีบ้านซอมซ่อ ไม่มีอะไรเหมือนเขา พูดจาก็ไม่องอาจฉาดฉานเหมือนเขา

ดังนั้น สถาปัตยกรรมสมัยปัจจุบันจึงต้องตอบสนองต่อความสุขสบายที่ไร้ขอบเขตที่เป็นทุนนิยมหรือซื้อได้ด้วยเงิน มิใช่ความอดทนและอยู่ตามสภาพธรรมชาติ ดินฟ้าอากาศ

 


: ปรับเปลี่ยนตามภาวะสังคม กระแสค่านิยม หรือตามสิ่งแวดล้อม


 

มันผสมกันหมดทุกอย่าง เบื้องต้นคือค่านิยม ค่านิยมก็เกิดจากความสบายส่วนตัว ความเห็นแก่ตัวกลายเป็นความสบายในส่วนที่เป็นกลุ่ม แล้วก็เป็นกระแสจิตวิทยาของสังคมส่วนรวม สังคมใหญ่ ถ้ากลุ่มไหนยึดครองวัตถุที่มีความสบายแบบนี้ ถือว่าเป็นคนที่เจริญแล้ว อันนั้นเป็นค่านิยม ที่ผิด ที่เขาเรียกว่า ประเทศที่ศิวิไล คำว่าศิวิไลยังเข้าใจความหมายไม่ถูกต้อง คำว่า ศิวิไล เป็นภาษาฝรั่ง มาจากคำว่า CIVILISE หรือ CIVILIZED แปลว่า เจริญแบบคนเมือง คนอยู่ในตลาด ในอำเภอเนี่ย แปลว่า ทำให้เป็นคนเมือง หรือเจริญแบบคนเมืองเป็นคำศัพท์ของฝรั่งที่แยกระหว่างคนบ้านนอกกับคนเมือง ว่าคนเมืองเท่านั้นที่เจริญ ที่จะเก่ง ที่จะประเสริฐ จะเป็นคนชั่ว จะเป็นโจร ไปปล้นใครเขามาก็ได้ มีรถเบนซ์ ขี่ลิฟ เป็นคนเจริญทั้งนั้น อันนั้นคือเจริญแบบวัตถุนิยม คือคนดีแบบคนเมือง ที่เอาไปใช้อีกอันหนึ่ง คือ อารยประเทศ คำว่า อาริยะ แปลว่า บุคคลผู้ที่เจริญแล้วด้วยความดีหรือจิตใจที่เจริญ พวกนี้นุ่งผ้าเตี่ยวก็ได้ ไม่ได้ใส่เสื้อนอกนะ สละทุกอย่าง จิตสูง จิตเจริญ พร้อมที่จะให้ได้ทุกอย่าง คือการเสียสละ อันนั้นเขาเรียกว่า อาริยบุคคล เราเรียกพวกพวกฝรั่งว่าอารยประเทศ ก็ไม่ใช่… มันตรงกันข้าม เป็นพวกโลภ ใช่ไหม เป็นประเทศที่เจริญแล้ว อันนั้นคือเจริญความเห็นแก่ตัว เจ้าอาณานิคมแย่งที่คนอื่นเขาหากินเจริญวัตถุ แล้วก็ดูถูกคนที่ไม่มีเงินเดือนหรือเงินเดือนน้อย ประเทศไทยตอนนี้เป็นประเทศที่กำลังพัฒนาแล้ว รายได้ต่อหัวต่อปีสองหมื่นห้า ประเทศที่จนที่สุด แต่ก่อนประเทศอะไรก็แล้วแต่ รายได้ปีละห้าร้อย คือสมัยก่อนไม่ได้ใช้ตังค์ เราก็เอาเกลือไปแลกปลา เอาปลาไปแลกฝ้าย ถ้าว่าเราอิ่มไหม เราไม่ได้อด อยู่บ้านนอกเราก็ไม่ได้อดนะ สมัยก่อน นอกจากจะอดเพราะในฤดูกาลไม่มีเท่านั้นเอง เรื่องธรรมดา แต่น้ำมา ปลามา ฝนมา เราก็ไม่ได้อด แต่ว่าเวลาตีราคา บอกว่า ขายได้เท่าไหร่ เราก็บอกเราไม่ได้ขาย เราแลก เขาก็บอก เป็นประเทศด้อยพัฒนา ประเทศเขาทำอะไรก็ต้องเป็นเงิน ไม่มีเงินมันไม่เอา ทุกอย่างเอาเงินเป็นพระเจ้า เงินซื้อได้ทุกอย่าง เพราะฉะนั้น ความคิดเข้ามาติดในหัวสังคมตะวันออก บอกค่าแรงวันละสามร้อย ต้มไก่ให้กินถึงจะไปช่วยงานเรา มีบุญคุณอีกต่างหาก จริงไหม ตอนนี้น้ำใจไม่มีแล้ว

 


: การนำสถาปัตย์ตะวันตกเข้ามา ทิศทางจะเป็นอย่างไร


 

เป็นไปตามกระแสของโลก สถาปัตยกรรมเหมือนเสื้อผ้า มีหุบมีบาน แล้วแต่อารมณ์ของสังคม สมัยก่อนกางเกงผู้หญิงผู้ชาย มีขาสั้นขายาว มีขากุดขาก้อม แล้วแต่สมัยไหนชอบขายาว ก็ใส่เพราะมันเท่ ขาบานก็สวย มนุษย์เราเป็นคนขี้เบื่อและแสวงหาสิ่งใหม่ บางทีสิ่งใหม่ตามที่มีมาแล้ว แต่มันลืม พอลืม มาคิดใหม่อีกที โอ้… ใช้ได้โว้ย ทีนี้เอามาใช้ กระพือกันขึ้น เป็นค่านิยม ค่านิยมใช้ไประยะหนึ่งมันก็เปลี่ยน บางทีก็เกิดจากสภาวะแวดล้อมทางสังคม ยุคที่ข้าวยากหมากแพง เงินน้อย ต้องแย่งกันกินกันใช้ สถาปัตยกรรมก็ต้องบีบตัวให้เล็กลง เอาประโยชน์อย่างเดียว สร้างอะไรก็ต้องสร้างสิ่งที่มีประโยชน์ สร้างฟุ่มเฟือยจะโดนด่า ถ้าพูดถึงเรื่องสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ เรื่องนี้มันยาว ถ้าเรามองสถาปัตยกรรมที่ยุคพึ่งจะออกมาจากถ้ำ มาสร้างเพิงใบไม้อยู่ตามความจำเป็น เสร็จแล้วทำไร่ทำนา เป็นสังคม มีบ้านมีเมืองขึ้นมา เริ่มรู้จักคำว่าร่ำรวยคำว่าจนแล้ว คนที่รวยก็ไปปล้นเขามามั่ง เป็นหัวหน้าเขาบ้าง ก็สร้างตัวเองให้มันเด่นกว่าคนอื่น เพื่อคุมคนอื่นว่าใหญ่กว่า โดยเอาวัตถุเป็นเครื่องหมายว่าความยิ่งใหญ่ กลายเป็นบ้านเป็นเมืองขึ้นมาลักษณะแบบนี้ พอเป็นเจ้าขุนมูนนาย มีอำนาจมากขึ้น มีกองทัพ ยิ่งเอาทองคำมาโอบเลย นอนเฉยๆ ก็มีทองคำมาโอบ ทั้งที่ไม่จำเป็น มีลวดมีลายเยอะแยะไปหมด แต่พอพวกนี้โดน ล้มเข้าไปเนี่ย คนชั้นกลางขึ้นมาเป็นใหญ่ เริ่มบอก พวกนี้เปลืองแรงคน เอาเปรียบมนุษย์ พอเกิดสงครามเสร็จ ข้าวยากหมากแพง คนที่มัวมาสำรวยอยู่อย่างนี้ โดนด่า บางส่วนโดนตัดหัวก็มี เพราะว่าสังคมจะเปลี่ยนไป ทำจากพอ ความเหมาะสม อย่างเก้าอี้ ถ้าพูดถึงยุโรป เก้าอี้หลุยส์อย่างนี้ ขาเก้าอี้มีดอกไม้เป็นพันดอก มีเครือ มีเขา ใช้ช่าง ใช้คนแกะเป็นเดือนเป็นปี เบาะก็ต้องหุ้มด้วยหนังหมูหนังมาหนังแรด คือ แค่เอามานั่ง เปลืองแรงงานมหาศาล นั่นเขาเรียกความฟุ่มเฟือยแบบไม่จำเป็น ตอนหลังอำนาจพวกนี้โดนละลายไป คนใหม่ขึ้นมา พวกที่เคยจนมาก่อน ก็บอกว่า เก้าอี้มีแต่ขาเท่านี้ก็พอแล้ว เพราะขาเก้าอี้มันรับน้ำหนักของคนแค่นั้นเอง ไม่ต้องเอาใบไม้ดอกไม้ไปประดับ ก็เกิดแนวคิดแบบหนึ่งแล้วประหยัด เพราะเหตุผลในการสร้างงานสถาปัตยกรรม ทุกอย่างหลังสงครามต้องเป็นงานที่เรียบง่าย ประหยัด ดูเป็นกล่อง บ้านก็เป็นไปตามความต้องการ ยื่นกันสาดออกมา เรียกทรงโมเดิล ถ้าใครทำฟุ่มเฟือย หนึ่ง ไปเอาเงินมาจากไหน สอง เป็นพวกเจ้านายเก่าต้องโดนริบโดนยึด พอมาสักระยะ คำว่าโมเดิลเจ๊งไปแล้ว พอหลังสงครามคนเริ่มรวยขึ้น ประเทศอุตสาหกรรมที่ชนะสงครามก็เป็นประเทศที่ร่ำรวยมหาศาล พอกระเป๋ามีตังค์ ประเทศรวย อเมริกาก็เริ่มเฟ้ออีก จะทำใหญ่โตมโหฬาร เรื่องของกู กูมีตังค์ ไม่ได้เดือดร้อนใคร ก็บานออกมาอีก ความฟุ่มเฟือยก็กลับมาและมาในรูปแบบใหม่ มีเหตุผลกว่าเดิม คือเงินที่เอามาต้องหามาได้โดยสุจริต ไม่ได้ไปโกงไปปล้นเขามา เพราะฉะนั้นมันก็จะบานออกมาว่า ฉันชอบอย่างนี้ ฉันจะทำแบบนี้ พอคนอื่นมาเห็น เข้าท่า จะเอาบ้าง ค่านิยมก็ไปแบบนั้น ความฟุ่มเฟือยกลับมา ค่านิยมก็จะเป็นว่า ไม่ใช่แค่คนรวยจะมีได้ คนจนก็มีเหมือนกัน คนโกงก็มี พอคนอื่นบอกว่าดี ก็อยากได้ พออยากได้ก็ไปโกงเขามา สถาปัตยกรรมก็บานออกไปแบบนั้น ถ้าจะหยุดคิดกันได้ ก็นอกจากจะมีเหตุการณ์อีกอย่างหนึ่ง มาหยุดมัน เช่น ดาวหางจะชนโลก ตายไปครึ่งหนึ่ง เกิดมาใหม่ก็ต้องคิดใหม่ เพราะฉะนั้น พลวัตเหล่านี้ เป็นไปตามความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก แต่ไม่ใช่เป็นไปตามบุญตามกรรมนะ มนุษย์จะเป็นตัวถ่วงตัวดึงกันอยู่ คนที่มองเห็นว่าของเก่าดีก็พยายามต้าน ถ้ากำลังต้านเยอะหรือครึ่งหนึ่ง ก็จะเข้ามาหาความเป็นจริง ถ้ากำลังน้อย ต้านน้อย แรงเหวี่ยงก็ไปอีกทางหนึ่ง ถึงเกิดความเป็นขวา-ซ้ายไง คือความคิดที่ไม่สมดุลกัน พวกซ้ายก็ซ้ายไปแบบสุดโต่ง เหมือนบั้งไฟตะไลขึ้นไปคนละทิศทาง ขวาก็ไปอีกทาง แต่ต้องมีมนุษย์อีกกลุ่มที่มองเห็นว่าการพัฒนา ในส่วนที่ดีมันก็ดี ซึ่งคนใหม่เกิดมาไม่เคยเรียนรู้เลย ไม่รู้ว่าดีหรือไม่ดี ก็ต้องเอามาบวกกัน ผสมกัน เพื่อตัวเองและผู้อื่น เป็นการสร้างความสุขแก่ตัวและผู้อื่นด้วยความไม่ประมาท คือ เราสุข ก็ต้องเห็นสังคมว่าสุขอย่างเราหรือเปล่า เขาไม่สุขก็ต้องเผื่อแผ่ให้เขา ก็เหมือนการก่อสร้างพวกนี้แหละว่า ประเทศกระจอกงอกง่อยอย่างนี้ ทุนก็ยังไม่มี จะไปยืม เป็นหนี้เขามาทำให้โอ่โถง เพื่อจะไปสู้กับอเมริกา เป็นไปไม่ได้ อย่างนั้นแหละ เพราะฉะนั้น การเรียนทุกวันนี้ เรียนก็เรียนแบบฝรั่ง คือเรียน ไม่ได้มองเห็นรอยเท้าตัวเอง ทฤษฏีไหนโก้หรู ก็ไปเดินตามเขา พยายามเลียนแบบ ซึ่งพื้นฐานเราไม่เหมือนเขา กระเป๋าตังค์เรามันไม่มี ก็เลยเป็นการศึกษาซึ่งแจกตำราเรียนตามเขา ผมถึงเสนอว่า “มหาวิทยาลัยกินได้ วิชาการกินได้”

 


: แนวคิดมหาวิทยาลัยกินได้เป็นอย่างไร


 

มันมีพื้นฐานหลายอย่างที่คิดตรงนี้ขึ้นมา ที่จริงทุกคนก็คิดได้อยู่ แต่ว่าไม่ทำ ยกตัวอย่างมหาวิทยาลัยเรา มนุษย์เกิดมาต้องหากิน ปัจจัยสี่ บางคนไปเห็นในเฟสบุค บางทีเด็กเล็กๆ พ่อแม่ตาย เด็กอายุแค่สามสี่ขวบ เลี้ยงน้องสองขวบ ยังไปเก็บผักมาให้น้องกินได้ อันนี้คือมนุษย์ที่แท้จริง คือทุกคนเกิดมาต้องสู้ตั้งแต่เกิดนั่นแหละ มันไม่ได้บอก เอาแรงงานเด็กไปใช้ ไม่ใช่ ถ้าเขาทำได้ ให้เขาทำ ให้เขาฝึกตัวเองเขา ในมหาวิทยาลัยก็เหมือนกัน คุณเข้ามา ถ้าคุณเรียนไปด้วย มีรายได้ไปด้วย เป็นอาชีพ มันดีกว่ามาเรียนเอาเงินพ่อเงินแม่มาผลาญ แล้วก็ซื้อวัสดุการเรียนการสอน ดินสอ กาว กระดาษแผ่นหนึ่งตั้งสี่สิบห้าสิบบาท ทำเสร็จแล้วก็ยัดลงตะกร้า รายได้ไม่มี นา ไร่ ขายกินเกลี้ยงหมด เพื่อที่จะเอาเงินส่งลูกเรียน ซึ่งไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย เรียนไปก็ลืม ภาษาอังกฤษเรียนมาตั้งแต่ชั้น ป. ๑ ตอนนี้ยังมาเรียนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษอยู่เลย ไม่มีประโยชน์ไง มหาวิทยาลัยเรามีนักศึกษาและบุคลากรประมาณสี่หมื่นกว่าคน ใช้เงินหนึ่งคนวันละเท่าไหร่ เอาหยาบๆ ถูกๆ ก็ได้ ประมาณแปดสิบบาทต่อวัน สี่หมื่นคน วันหนึ่งก็เท่าไหร่แล้ว สามล้านกว่าบาทแล้ว เอาแค่ครึ่งเดียว สองหมื่นคน วันหนึ่งค่าใช้จ่ายเป็นหนึ่งล้านหกแสนบาทแล้ว เงินหมุนเวียนในมหาวิทยาลัย วันหนึ่งก็ต้องกิน ตลาดน้อยถ้าพัฒนาให้เป็นอาหารที่ดีที่สุด คุณไม่ต้องกินที่อื่น เงินเป็นล้านล้านที่อยู่ตรงนี้ มหาวิทยาลัยกินได้ มหาวิทยาลัยเรา ฝ่ายธุรการ ฝ่ายโน่นฝ่ายนี่มีครบ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ เราอยู่ริมขอบของมันเลย ถ้าตั้งโรงสี เอาข้าวหอมมะลิมาสีแล้วขายให้แม่ครัวตลาดน้อย คุณจะมาอยู่ที่นี่ หนึ่ง คุณต้องซื้อข้าวมหาวิทยาลัยนะ ถามว่าถูกกว่าพ่อค้าที่เอามาขายหรือขายที่กรุงเทพฯไหม เราขายกิโลกรัมละแปดบาทหรือสิบบาทก็ได้ ลูกศิษย์ลูกหาเราที่มาเรียน พ่อแม่คนไหนมีนาข้าวมะลิ เอามา ไม่มีค่าเทอม เอามาเลย เอามาเสียแทนค่าเทอม ถามว่าใครเป็นจัดการระบบข้าว คณะโภชนาการ เทคนิค อาหาร เกษตร บุคลากรในมหาวิทยาลัย เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ถามว่าทำงานกี่ชั่วโมง คุณมาทำงานตรงนี้ คุณได้เงินปันผลด้วย คุณมาทำอีกแปดชั่วโมงหรือสี่ชั่วโมง ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้น กำไรที่เกิดขึ้นก็เอามาแบ่งปัน หรือนักศึกษาก็ไปเฝ้าโรงสี เปลี่ยนกะกัน คุณเลิกเรียนก็ไป มีเงินเดือนให้ อันนี้ข้าวอย่างเดียว ทีนี้งานวิจัย อาจารย์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องข้าวก็มาดู ผลผลิตมันเป็นโน่นเป็นนี่ ถ้าจะเอาไปทำนา ก็เอาตรงนี้มาวิจัย วิจารณ์ โรงสีได้มาก็มานั่งขาย เงินเดือนคุณก็ได้ เงินปันผลคุณก็ได้ ก็แบ่งปันกัน อย่าไปโกง อย่ากินคนเดียว เฉลี่ยกันไป อันนี้แค่ข้าวหอมมะลิ ตลาดน้อยมีสินค้าที่ต้องใช้เยอะแยะ มะละกอ ผัก หญ้า บุคลากร พื้นที่ น้ำ เครื่องสูบน้ำเราก็มี ปุ๋ยไม่มีก็เอาเกษตรมาช่วย ยาฆ่าแมลงไม่ต้องใช้หรือจะไปใช้ปุ๋ยชีวภาพ มันมีแต่วิชาการทั้งนั้นที่จะเอามาลง เป็นงานวิจัยได้ คณะวิศวกรรมศาสตร์ เครื่องสูบน้ำ ปั่นน้ำ คุณก็คิดขึ้นมาเป็นงานวิจัย ก็ช่วยวิชาการด้วย หากินอยู่กับพื้นที่ของเรา เรามีพื้นที่เป็นพื้นฐาน สอง บุคลากร มีทั้งนักวิชาการและนักศึกษา อาจารย์ คือผู้ซื้อหรือลูกค้า คุณไม่ต้องไปกินหรูหราที่ไหน พัฒนาตลาดน้อยให้เป็นร้านอาหารชั้นดี นักโภชนาการก็ไปดู ให้ใบประกาศเลย คนไหนทำดี ทำอร่อย หาอาหารดีๆ ที่เป็นประโยชน์ ให้เป็นวัฒนธรรม มามหาสารคามต้องมากินภัตตาคารมหาวิทยาลัย ถามว่าทำได้ไหม ทำไมจะทำไม่ได้ เพราะเรามีคณะวิทยาศาสตร์สามารถพิสูจน์คุณค่าอาหาร เรามีหมดทุกอย่าง ถ้าทำเราก็ช่วยกันทำ ช่วยกันทำจริง หนึ่งต้องเอาอุดมการณ์ มาอยู่ที่นี่มันคือเรือสำเภาใหญ่ คุณต้องช่วยกางใบ ช่วยพาย ช่วยแล่น ไม่ใช่กระโดดว่ายน้ำ ไม่พายเรือ โดดหนี คุณไม่ต้องมาอยู่ตรงนี้ นักวิชาการทุกวันนี้ วิจัยก็ใช้ร่มเงาของมหาวิทยาลัย พอเติบโตขึ้นมา ก็จ้องแต่จะหนีไปอยู่ที่อื่น ไม่ได้คิดว่าอันนี้เป็นที่ที่สร้างเรามา บางคนเข้ามาขอทุนไปเรียนต่อ พอเรียนจบก็ไปอยู่ที่อื่น คือคนเหล่านี้ก็มีเยอะ เอาแต่ประโยชน์ส่วนตัวและไม่คิดจะสร้าง เราต้องปลูกค่านิยม คุณอยู่ในร่มธงนี้ ต้องสร้างเรือนของคุณให้มีคนอยากจะมา ถ้าพูดเรื่องขยะในมหาวิทยาลัย ปุ๋ยหมัก สำนักสันติอโศก ขายปีหนึ่งได้เป็นหลายสิบล้าน ขายถุงละสามสิบห้าบาทเท่านั้นเอง มหาวิทยาลัยเรา ปุ๋ยหมักก็มี เครื่องเราก็มี ขยะเราก็มี ใบไม้กวาดเข้าไป เศษมะละกอเน่า คณะเทคโนโลยีเกษตรมาทำได้ไหม ทำให้ขายได้ถุงละสามสิบบาท ห้าสิบบาทเนี่ย เอาแรงงานนักศึกษา ตอนว่างงาน คุณก็ไปช่วย คุณก็ได้เงินเดือนตรงนั้น แทนที่คุณจะไปขายนา หากินอยู่ตรงนี้แหละ นักเรียนบางคนอาจจะไปช่วยเสริฟอาหาร ให้เงินเดือนเขา ให้ทุกอย่างมีเกียรติ และมีตังค์ใช้ แล้วเงินก็เอามาเผื่อแผ่กัน แม่บ้านทำงานครึ่งวัน ช่วงบ่ายก็ไปรดน้ำผักได้ มะละกอ ผัก น้ำก็อยู่ตรงนี้ เครื่องไม้เครื่องมือเราก็สร้างขึ้นมา ทำเป็นเรือนกระจก เรือนอะไรก็แล้วแต่ นำผลผลิตส่งในตลาดน้อยให้เป็นชีวภาพจริงๆ

ถ้าเราทำตรงนี้ไม่ได้ทั้งที่มีทุกอย่างพร้อม วิชาการก็มี เงินในกระเป๋าก็มี ตลาด ลูกค้า ไม่มีใครมาซื้อ เราซื้อเฉพาะของเรา มันอยู่ได้ เขาเรียกว่า เลี้ยงตัวเองได้โดยไม่พึ่งใคร (SELFCONTAINED) อย่างแม่น้ำริมถนน ปลูกสิ มะละกอ ขนุน มะม่วง คละกันไปในนี้ นิสิตทุกคนให้คนละต้นเลย รักษาต้นนี้ รุ่นน้องมาก็สืบทอด ใครอยู่ในสายเดียวกัน ดูแลกันไป ตายก็ปลูกใหม่ ผลผลิตที่เกิดขึ้น คณะโภชนาการออกแบบมาสิ คุณจะเอาไปทำอะไร เอาไปแจกคน ไปพัฒนา เอาไปขายตลาดน้อย หรือเอาไปขายข้างนอก คณะบัญชีคิดขึ้นมา คือให้กินได้ทุกอย่าง ถึงบอกว่าปลูกกล้วยอย่างนี้ ใบมันได้ใช้ นิสิตไม่มีข้าวกิน ก็ได้กิน ว่านยาทุกอย่าง อย่าเอาต้นไม้ที่ไร้สาระมาปลูก ไม่มีประโยชน์ แล้วหลังคาอาคารเนี่ย หลายหมื่นตารางเมตร ติดโซล่าเซลล์เอาไฟฟ้ามาใช้ตอนกลางคืน เหลือขายให้รัฐบาลอีก ไม่ต้องไปเปลืองค่าไฟฟ้า นักวิชาการอยู่ที่นี่ วิศกรก็อยู่นี่ วิทยาศาสตร์ สถาปัตย์อยู่ที่นี่ ทำไมทำไม่ได้ นี่กำลังพูดถึงแลนด์สเขป คิดว่าจะตั้งชมรม “รักต้นไม้พื้นถิ่น” เพราะนิสิตจะเรียนแต่ต้นไม้ฝรั่งทั้งนั้น สวยอย่างเดียว กินไม่ได้ แต่ต้นไม้ระแวกเราที่มีประโยชน์เยอะแยะ สวยงามก็เยอะแยะ กินได้ ใช้ประโยชน์ได้ทุกๆ อย่าง เป็นผักเป็นร่มก็ได้ ทุกวันนี้ไม่มีใครรู้จักผักเม็ก เป็นอย่างไร พื้นที่เรา มีป่าเยอะแยะไปหมด ผลไม้ นักศึกษาแต่ละคนมาจากทุกที่ทุกทาง มีต้นไม้บ้านที่รู้ว่าทำอะไร พ่อแม่เคยปลูก ให้เอามาปลูกในนี้ ดูว่า เจริญเติบโตอย่างไร ตายแล้วปลูกใหม่ ให้เรียนรู้ที่จะเป็นห้องสมุดพื้นถิ่นธรรมชาติ ทำไมจะทำไม่ได้ เพราะว่ามันเป็นของเรา ของบ้านเรา เชิญอาจารย์ที่มีคุณวุฒิมาช่วย เพราะเรามีทุกอย่าง ตั้งแต่ปริญญาเอก ถึงไม่ใช่ จะเป็นระดับธรรมดา ชาวบ้านตั้งแต่คนมีความรู้พื้นถิ่นอย่างพวกน้าทั้งหลายที่มาเป็นภารโรง ถ้าถามเรื่องโคกนี้ เขารู้หมด ต้นไม้ทุกต้น ต้นนั้นมันยังอยู่ มันหายไป ต้นโจด ต้นหนามแท่ง ทุกวันนี้มีน้อย ผมมาครั้งแรกยังเห็นเต็มไปหมดเลย ทำอย่างไรเราจะฟื้นพวกนี้ขึ้นมาให้เด็กได้เรียนรู้ ต้นไม้บางส่วนนำมาคลุมให้อาคารเย็นด้วย พวกเถาไม้ แทนที่จะไปเอาต้นไม้ฝรั่งมาใช้ ตำราฝรั่งก็ต้องบอกไปซื้อมาจากต่างประเทศ ทั้งที่บ้านเราในดงมีเยอะแยะ เราศึกษาและพัฒนาให้เป็นดงเหมือนเดิม แต่เป็นดงเพื่อการศึกษา ปลา กบ เขียด ทั้งหลาย ถามเด็กทุกวันนี้รู้จักชื่อไหม ผักแพรว ผักอีฮีน ต้องทำ จะบอกว่า ทำไม่ได้หรอก ไม่มีใครมาสนใจหรอก กี่ชาติมันก็จะหายไปเรื่อยๆ

 


: แนวคิดนี้จะเริ่มอย่างไร


 

คนที่เป็นผู้นำต้องเข้าใจร่วมกัน ต้องทำให้ได้ ก็เหมือนคุณพัฒนาการศึกษาทุกปี ทำไมต้องพัฒนา ทำไมไม่บอกว่าแค่นี้ก็พอแล้ว สอนแค่นี้จบ ต้องเริ่มทำ ถ้าเราทำได้ จะเป็นมหาวิทยาลัยแรกในโลกที่ทำ เพราะฝรั่งไม่มีของที่เป็นพื้นฐาน ของพื้นถิ่นอย่างเรา ต้นไม้พื้นถิ่นไม่มีเหมือนเรา ประวัติศาสตร์ก็ไม่มีเหมือนเรา ในน้ำ บนบก ในป่า เรามีของที่คนอื่นเขาไม่มีเยอะแยะเต็มไปหมด เป็นพื้นฐานที่มีอยู่แล้ว เด็กๆ มาจากบ้านนอก รู้หมด ถ้าไม่รู้ก็คือว่า ทรัพยากรธรรมชาติ พืชพันธุ์พวกนี้ ตอนนี้ไม่ได้ใช้ นอกจากคนรุ่นก่อนจึงจะรู้ใช้ สมัยผมเป็นเด็ก ผมรู้ว่าต้นไม้อะไร เขาเอาไปทำอะไร ไปทำแอก ทำไถ ทำขอบสวิง ซึ่งเด็กไม่รู้ ถ้าเรายังพอต่อยอดได้ตอนนี้ เรานำมาแสดงให้เขาเห็นว่าประโยชน์พวกนี้ยังมี แต่ตอนนี้โดนทำลายทิ้งเกือบหมด อย่างต้นไม้ป่าทามที่ขึ้นอยู่ตามน้ำ หัวลิง ไม้จากป่าทาม ไม้น้ำทั้งหลาย ถ้านำมาใช้กับเครื่องมือประมงจะทนเพราะเป็นต้นไม้น้ำ ซึ่งตอนนี้เด็กไม่รู้ เพราะฉะนั้น ต้นไม้กลุ่มนี้ก็ต้องนำมาสู่การศึกษาเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ ไม่ใช่ไปซื้อพลาสติกมามัด อันนี้คือการทำลาย หนึ่ง เขาไม่รู้ สอง เขาไม่ตะหนักถึงคุณค่า พอมาคิดได้ทีหลัง เป็นอย่างนี้นี่เอง พึ่งจะรู้ อายุหกสิบแล้ว ต้องเอาเด็กๆ พวกนี้มาเรียนรู้เพื่อจะสืบทอดจริงๆ ภาพรวมคือสถาปัตยกรรมด้วย ถ้าไม่มีความรู้พื้นฐาน ไปเรียนตำราฝรั่งอย่างเดียว ไม่มีประโยชน์หรอก เรียนไปก็เห่อไปตามเขา เสร็จแล้วกลับมาหาเรา มองไม่เห็นรอยตนเอง เหมือนอาจารย์หลายท่านที่ไปเรียนต่างประเทศ แล้วก็ทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก เขาบอกว่า คุณทำประเทศของคุณ คุณมีอะไรดี มองกลับมา ไม่รู้เรื่องซักอย่าง ไม่รู้ว่าตนเองมาจากไหนด้วย อันนั้นคือการไม่รู้รอยเท้าตนเอง

 


: การนำสถาปัตยกรรมตะวันตกมา และพยายามปรับให้เข้ากับประโยชน์ใช้สอยแบบตะวันตก


 

สถาปัตยกรรมตะวันตกมาเรียนปรัชญาจากตะวันออกแล้วนำไปคิด แต่เวลาคิด เขาคิดประยุกต์ถึงประโยชน์ของเขา ทั้งๆ ที่เราไม่รู้เลยว่าปรัชญาตะวันออกคืออะไร แต่เราไปเอาจากเขามา ทั้งๆ ที่เขามาลอกเรา เป็นงูกินหาง ทุกวันนี้ สิ่งที่เรามีอยู่ เราไม่รู้ว่าดีอย่างไร แต่เขารู้ดีและเอาไปใช้ เวลาเขาเอาไปใช้ เขาไม่ได้บอกว่าเอามาจากเรา แต่เอาไปประยุกต์สำหรับเขา เราไปเห็นแล้วบอกว่าสุดยอดเลย เอาง่ายๆ คือ ความรู้สึกที่อยากจะอยู่กับธรรมชาติ อันนี้ก็สอนนิสิตนักศึกษามาตลอด คือแนวความคิดไม่เหมือนกัน แนวความคิดของฝรั่งเป็นแนวคิดที่ต่อต้าน การเอาชนะธรรมชาติ เพราะธรรมชาติถิ่นที่อยู่ของฝรั่งเกิดมาเป็นอย่างนั้น หนาว โหดร้าย อาคารสมัยก่อนของฝรั่งเป็นอาคารทึบ เป็นรูให้แสงเข้าเท่านั้น มันไม่ได้อยากเห็นธรรมชาติ หน้าต่างคือรูที่ให้แสงเข้า แต่ของเราไม่มีหน้าต่าง โล่งหมด เพราะเราอยู่กับธรรมชาติ เราเห็นต้นไม้ เพราะฉะนั้นใจเราเวลาอยู่ในบ้านทะลุออกไปถึงโน่น ภูเขา ทุ่งนา ป่าไม้ เราถึงเป็นคนพูดเสียงดัง ใช่ไหม ได้ยินเสียงคนไอข้างหนองก็รู้ว่าเป็นใคร ความรู้สึกกลืนไปกับธรรมชาติ ฝรั่งมา ได้รู้จักกับจีน อินเดีย บ้านเราเยอะ แต่ก่อนฝรั่งเคยเดินเท้าเปล่าในธรรมชาติที่ไหน เขาถือว่าเป็นเรื่องที่น่าเกลียดด้วย กลัวเชื้อโรค ทุกวันนี้เป็นเรื่องความเท่ เห็นไหม ฝรั่งไปนอนตามป่า เดินเท้าเปล่า กลายเป็นว่า ฝรั่งที่หนีจากเมืองใหญ่ๆ อย่างนิวยอร์กไปอยู่ในอลาสก้า ก็เดินเท้าเปล่า คือกลับตาลปัตรกัน แต่นั่นเป็นคนส่วนน้อยซึ่งซาบซึ้งกับธรรมชาติ อยู่กับป่า โดนยุงกัดบ้าง มีความอดทน ไม่กลัวเป็นไข้มาลาเลีย แต่ส่วนใหญ่ยังหลงอยู่กับพวกนี้ อย่างปรัชญาจีน ที่ว่าง หยินและหยาง ความกลมกลืนระหว่างภายนอกภายใน เอาไปจากตะวันออกทั้งสิ้น มนุษย์เราถ้าจะอยู่ได้ จิตไม่ยอมขังอยู่ในห้องทึบๆ แบบนี้ คือใจของเราทะลุออกไปหาธรรมชาติ เพราะฉะนั้น ถ้าใจทะลุออกไป แต่ตาไม่เห็น ก็ไม่สนุก ผนังห้องจึงต้องให้เป็นผนัง เป็นกระจกใสๆ ไง ฝรั่งถึงผลิตกระจกใสขึ้นมา แต่ก่อนผลิตได้เล็กๆ พอมาหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เรียกว่า โมเดิร์น อาร์คิเทค สถาปนิก คนเยอรมันที่หนีสงครามไปอยู่อเมริกา คิดว่ามนุษย์เราต้องสัมผัสกับทุกการณ์อากาศ ถ้าหิมะตกลงมาต้องเห็นหิมะ ฝนตกต้องเห็น แดดออกต้องเห็น ป่าไม้ชุมชนทั้งหลายต้องเห็น เพราะมนุษย์คือธรรมชาติ ธรรมชาติคือมนุษย์ ความสัมพันธ์ระหว่างนอก-ในต้องต่อเนื่องกันในวิถีชีวิต ให้มนุษย์สบายใจได้ ถึงสร้างกระจกขึ้นมา กลายเป็นเรือนกระจกทุกวันนี้ สิ่งปลูกสร้างที่เป็นกล่องก็คือแนวความคิดของคนตะวันออกนี่แหละ เรื่องหยินและหยาง ความสมดุลระหว่างธรรมชาติ นอกและใน คือสิ่งเดียวกัน ถ้าเราไปปิดกั้นมันเมื่อไหร่ มนุษย์จะป่วยทันที ก็เอาไปคิดต่อ การเห็นด้วยตา ต้องให้วัสดุแสดงตัวมันเอง อย่าไปปกปิด อย่างก้อนอิอย่างนี้ เวลาเอาไปทำบ้าน ก็ให้รู้ว่าทำด้วยก้อนอิฐ คุณอย่าเอาปูนไปฉาบทับ ให้อิฐแสดงละครของมันว่ากูนี่คือโครงสร้างของบ้านหลังนี้นะโว้ย อย่ามาหลอกว่ากูไม่มีในนี้ ไม่ต้องทาสีกูด้วย เพราะสีกูก็มีของกูอยู่แล้ว อันนั้นเขาเรียกว่าเชื่อในสัจจะของธรรมชาติ สัจจะในวัสดุ ซี่งเป็นปรัชญาการออกแบบ ถ้าเราคิดจริงๆ พวกนี้เป็นเรื่องยาวเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องสอนคนทั้งโลกได้ แต่ทุกวันนี้ความมักง่ายคือฉาบปูนทาสีไปเลย เพราะว่าทีโอเอมันจะได้ขาย จะได้ค่าคอมมิชชันด้วย อะไรแบบนี้ อันนี้คือความลวงที่อยู่ในสถาปัตยกรรม เพราะฉะนั้น ถามว่าความสวยงาม ลึกหรือตื้นขนาดไหน สะอาด สวยมาก เนื้อหาสัจธรรมมองไม่ออก วิชาสถาปัตยกรรมก็จะสอนแบบนี้ สอนเป็นภาพรวม เป็นเรื่องของปรัชญา สัจธรรมจริงของมันว่าเป็นอะไร เวลาเอาไปใช้ จะใช้ได้แค่ไหนเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าคนที่เข้าถึงหลักความจริงได้ งานที่ออกมาก็จะมีคุณค่าเหมือนกับทำวัด เจดีย์ ถ้าไม่รู้คติทางศาสนา ทำสะเปะสะปะออกมาก็ตอบคำถามไม่ได้ ถ้ารู้คติแต่ละชั้นเป็นแบบไหน มีความหมายอะไร ก็ชัดเจน คนใช้ก็ได้ความรู้ด้วย เพราะฉะนั้น สถาปัตยกรรมคือตัวที่ให้การศึกษากับมนุษย์ ถ้ามนุษย์รู้จักถาม รู้จักเสาะหา ว่าทำไมเขาถึงทำแบบนี้ ประโยชน์มันคืออะไร

 


คติ แนวคิดในการวางผังบ้านเมืองแบบตะวันออก


 

เป็นพัฒนาการทางสังคม ความคิดของมนุษย์นั่นแหละที่อยากให้สังคมดี เกิดจากประสบการณ์ แต่ก่อนสังคมเมืองก็เกิดจากสังคมศักดินา เป็นเมือง มีเจ้าเมือง การวางผังเมืองก็มีนักปราชญ์ ทางตะวันออกเขาเปรียบเทียบว่า เมืองก็คือคนนี่แหละ มีหัว มีขา มีแขนซ้าย แขนขวา มีตัว มีกลาง เพราะเมืองคือกล่องที่คนเข้าไปอยู่ในนั้น เพราะฉะนั้น คนก็คือเมือง เมืองก็คือคน เพราะฉะนั้น ส่วนที่เป็นส่วนหัวของเมืองหมายถึงบ้านเจ้าเมือง คุ้มเจ้าเมือง คนที่อยู่บนสุด แขนซ้าย แขนขวาก็เหมือนเสนาบดีทั้งหลาย ตรงกลางที่เป็นพุงเป็นท้องก็เป็นสนามหลวงหรือข่วงเมือง บางทีถ้าข้าศึกมา ทำนาปลูกข้าวประทังชีวิตก็ได้ ปลูกผักปลูกหญ้ากิน ไม่ต้องออกไป เพราะจะถูกฆ่าทิ้ง แขนซ้ายแขนขวา ขาซ้ายขาขวา ก็คือทางออกไปหาบ้านอื่นเมืองอื่นหรือทางเอาผีไปทิ้ง คติพวกนี้ก็เกิดจากธรรมชาติ ซึ่งเขาเรียกว่า วัสดุศาสตร์ ซึ่งเป็นอิทธิพลความคิดที่สะสมมาจากอินเดียบ้าง จีนบ้าง เราคิดขึ้นมาเองบ้าง วางผังเมืองแบบตะวันออก วางผังแบบโลกทัศน์ เอาตัวตนของคนมาเป็นแบบอย่าง ต่อมาเป็นลักษณะการปกครอง เมืองก็คือบ้าน ก็ต้องมีขื่อมีแป มีพื้นมีห้อง คือเอาวิถีชีวิต เอาพฤติกรรมของมนุษย์มาเป็นตัวก่อตัวนี้ ตรงนี้ไม่ได้มีตำราเขียน เป็นคติความเชื่อ พูดต่อมา ศาสตร์ความรู้ คนรู้ก็จะเก็บเอาไว้ ไม่ได้เขียนหนังสือ ฝรั่งเจริญเพราะเขียนหนังสือ ตำราผังเมือง แต่ฝรั่งไม่ได้มีหลักเหมือนเรา ฝรั่งเอาความสะดวกเป็นใหญ่ เมืองเก่าฝรั่งทางเดินจะไปทั่ว อันไหนสะดวก ไปหาโน่นหานี่ ก็จะส่ายไปทั่ว ข้างนอกก็ทำเป็นป้อมล้อมป้องกันไม่ให้ข้าศึกเข้า อันนี้ก็เป็นการป้องกันทั่วไป ทั่วโลก แต่ลักษณะเหมือนใบไม้ ฝรั่งเหมือนต้นไม้ คือมีถนนเส้นใหญ่แล้วก็แยกเป็นเส้นเล็ก ตัวใหญ่ก็จะเป็นตัวที่ผู้ปกครองเมืองอยู่ตรงนั้น สำคัญอยู่ตรงนั้น แยกออกไปคล้ายๆ กัน แต่ไม่เหมือนกัน ของเราจะเอาเรื่องของมนุษย์ เรื่องของธรรมชาติ ประตูเมืองหรือรูปร่างของหอยสังข์ มีก้น มีปาก มีปลาย เอาลักษณะธรรมชาติ ซึ่งรู้สึกว่ามีความปลอดภัย สามารถจะหลบภัยได้ ก็เอามาเป็นแบบอย่างในการวางผังเมือง ก็จะมีสูตร คือเรียนแบบจากธรรมชาติ แต่ของเราไม่เชิงตำรา จะเขียนแบบวิเคราะห์ เป็นความเชื่อ เขาว่าโลกตะวันออกเป็นโลกแบบจักรวาลทัศน์ คือเราจะเชื่อทั้งสิ่งที่มีตัวตนและไม่มีตัวตน เราเชื่อสองอย่างอย่างหนักแน่น สิ่งที่มีตัวตนในโลกทัศน์คือผู้คน แต่สิ่งหนึ่งคือศักยภาพที่แฝงอยู่ในนั้น ซึ่งสามารถจะบันดาลทุกอย่างได้ ผีสางนางไม้ เทวดงเทวดา เรามีความเชื่อพวกนั้นว่ากายภาพที่สร้างขึ้น ต้องมีสิ่งที่ไม่มีกายภาพมาดูแลอีกที มาปกปักรักษาไว้ ซึ่งเป็นความเชื่อ สมัยก่อนฝรั่งก็เชื่อ แต่วิทยาศาสตร์เจริญแล้ว เขาไม่เชื่อตรงนี้ แต่ที่จริง ความเป็นจริงยังมีอยู่ อันนี้ก็เป็นความเชื่อ ไม่มีใครไปเถียงได้ว่า ใช่หรือไม่ใช่ เพราะทุกคนมันไม่รู้เหมือนกัน สิ่งที่ไม่มีตัวตน ถามว่าไปเชื่อได้ไงเพราะไม่รู้ เราก็ถามกลับ แล้วที่ไม่มีตัวตน คุณรู้ว่าไม่มีได้อย่างไร เป็นคำถามที่สามารถตอบได้ทั้งสองอย่าง จริงหรือไม่จริง ทีนี้คนที่รู้จริงเท่านั้นที่จะรู้ได้ว่ามีจริงหรือไม่มีจริง มองเห็นด้วยตา เรียกมองเห็นด้วยวัตถุ โลกทัศน์ นี่คือวิทยาศาสตร์ แต่วิทยาศาสตร์มันเลยไปแล้ว ไม่ใช่โต๊ะคือโต๊ะ เก้าอี้คือเก้าอี้ อย่างนี้มีจริงแน่นอน อย่างออกซิเจนนี่มองเห็นไหม ไฮโดรเจนมองเห็นไหม ถามว่าในนี้มีออกซิเจนไหม ถ้าไม่มีวิทยาศาสตร์บอก ไม่มี ไม่รู้จัก คืออะไร ทั้งที่มันมีออกซิเจน และไฮโดรเจน ถ้ารวมกันเป็นน้ำใช่ไหม ถามว่าน้ำมีไหม อันนี้คือคำตอบง่ายๆ ว่าสิ่งที่ไม่มีตัวตน มีตัวตน เป็นศักยภาพที่รวมกัน เหมือนหยินกับหยาง จริงๆ ใจเรากลายมาเป็นเรื่องของศาสนา ซึ่งฝรั่งมาศึกษาตรงนี้ ว่าความร้อนและหนาว จริงๆ ไม่มี เอาใจมนุษย์นี่เป็นตัววัด ถ้ามนุษย์มีความรู้สึกว่า อุณภูมิต่างจากเรา สูงขึ้นแปลว่าร้อน อุณภูมิต่ำลงแปลว่าหนาว จริงร้อนหนาวก็อยู่ด้วยกัน ถ้าเอาหนาวออกก็เหลือร้อนอย่างเดียว ทฤษฏีหยินหยางถึงทำแอร์ได้ แยกร้อนแยกหนาวออกจากกัน โดยกระเปาะน้ำเล็กๆ ที่อยู่ในอากาศ อัดเข้าไปมากๆ พอโมลิกุลน้ำอัดเข้าไปเต็มที่ ก็จะกัดเอาความร้อนออก แล้วก็ใส่ท่อ รีดท่อ เปิดออกมาก็ขยายตัวออกมา มันจะเกิดความเย็นขึ้นมา พอเกิดความเย็นก็เอาพัดลมเป่าออกมา ห้องก็เย็น เรื่องของเรื่องมีแค่นั้น มีพัดลมเป่าเอาความเย็นออกมา ตัวร้อนออกไปหลังห้อง เราไปอยู่ฝรั่งมันอยู่ได้ที่ไหน บางห้องต้มไข่สุก คือแยกหนาวแยกร้อน แต่ถ้ารวมกัน ก็เป็นอุณภูมิทั่วไป ถ้าเท่านี้ก็เท่านี้ ถ้าสูงขึ้นก็สูงขึ้น ก็แล้วแต่การณ์อากาศ ไม่มีใครไปทำอะไรได้ เป็นไปตามธรรมชาติ มนุษย์ก็มาแยกร้อนแยกหนาว ถ้ายี่สิบสามองศามาถึงสิบแปด สบาย ถ้าต่ำลงมาถึงสิบห้า แปด นี่ ต้องใส่เสื้อหนาวแล้ว มันหนาว สู้ไม่ไหว เพราะร่างกายคนสู้ไม่ได้

 


: ที่อยู่อาศัยของกลุ่มคนใช้แรงงาน ในโลกทุนนิยม ส่งผลต่อการปลูกสร้างบ้านหรือไม่ อย่างไร


 

ส่งผลอย่างมาก วัฒนธรรมชุมชนพื้นถิ่นตอนนี้ล่มสลายหมดแล้ว เพราะแรงของการปฏิวัติอุตสาหกรรม แรงของระบบโรงงานที่เข้ามาในประเทศไทย แรงของมนุษย์เงินเดือน มนุษย์รับจ้าง โดยถือเอาเงินเป็นพระเจ้า ต้องมีเงิน ถ้ามีเงินซื้อได้ทุกอย่าง หน้าชื่นตาบาน คุยเสียงดังด้วย ระบบแลกเปลี่ยน ระบบน้ำใจนี่ ผมเรียกว่า ระบบแลกเปลี่ยนน้ำใจ เหมือนในสมัยโบราณ การลงแขก การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน แทบจะหมดไป แม้แต่ญาติพี่น้องกัน มองหน้ากัน ต้องจ่ายตังค์กัน ที่เกิดขึ้นก็คือ มนุษย์เราไม่สามารถรักษาสภาพของความดีงามของพื้นถิ่นไว้ได้ แม้แต่บ้านตัวเองก็ไม่มีปัญญารักษาไว้ เดินไปตามหมู่บ้านมีแต่คนแก่อยู่ บางคนมีบ้านอยู่สองหลังสามหลัง มีคนแก่เฝ้าอยู่หลังเดียว ถามคนนี้ ลูกชายไปอยู่กรุงเทพฯ ลูกสาวคนนี้มีผัวอยู่เชียงใหม่ ทำงานโรงงาน ที่นาก็ขายให้ลูกเรียนหนังสือ มีแต่ของเก่าที่เหลือและนับวันยิ่งจะพังลง เงินที่จะเอามาซ่อมก็ไม่มี เพราะว่าไปเป็นมนุษย์เงินเดือน อยู่กรุงเทพฯ ที่ก็ไม่มีเพราะไม่มีปัญญาซื้อ ไปเช่าบ้านเขาอยู่ ที่ต้องเช่าข้าวต้องซื้อ ค่ารถค่ารา เพราะฉะนั้น ชีวิตนี้ก็คืออยู่ไปวันวัน เงินเดือนคือเงินที่เอามาหมุนเครื่องจักรให้มันเดินเท่านั้นเอง ถ้าเงินเดือนหมด น้ำมันก็หมด ตายลูกเดียว เข้าโรงพยาบาล สามสิบบาทเขาก็ไม่ให้แล้วทุกวันนี้ เพราะฉะนั้น คือยู่เอาตัวรอด จะเหลียวกลับมาหาบรรพบุรุษหรือพ่อแม่ที่กลับมาช่วย ก็มีส่วนหนึ่ง แต่ว่าเป็นส่วนไม่มากที่กลับมาฟื้นว่า ตัวเองกลับมา จะมาฟื้นประเพณีตัวเอง มาฟื้นบ้าน มาซ่อมบ้านให้มันดีขึ้น เพื่อให้ลูกหลานได้มาอยู่ร่วมกันเหมือนเดิม มีไร่มีนา ไม่มี หายไปเรื่อย เพราะระบบอุตสาหกรรมเป็นต้นเหตุ คือ “ผลิตเพื่อขาย ใช้เพื่อทิ้ง” คือตัวทำลาย คนที่ผลิตก็เอายอดขายเป็นหลัก ไม่สนใจ ขยะก็ทิ้งไป ปีหน้าก็เอาแบบใหม่มาให้ ต้องทิ้งตัวนั้น ไม่ให้อะไหล่ไว้ เหมือนเราซื้อเครื่องปริ้นเตอร์คอมพิวเตอร์ หลอดหมึกเสียหลอดเดียว ไปซ่อม บอกเสียสามพัน พี่ซื้ออันใหม่ดีกว่า สี่พันเท่านั้นเอง อันนี้ไม่รู้เอาไปทิ้งที่ไหน ขยะก็เป็นพิษ คือระบบนี้แหละเป็นระบบที่ทำลายสังคม ระบบอุตสาหกรรมผลิตเพื่อขาย ขายลูกเดียว จะซ่อมไม่ได้ จะใช้ก็ใช้เพื่อทิ้ง ไม่ได้ใช้เพื่อซ่อม เพราะฉะนั้น ส่วนที่เหลือถ้าคุณไปซ่อม จะแพงเกินไป ซื้อใหม่ดีกว่า เอาทรัพยากรโลกมาผลาญกลายเป็นเศษขยะ ท่วมมากขึ้นทุกวัน มนุษย์เลยไม่มีเวลาที่จะเป็นตัวของตัวเอง สมัยก่อนเราเห็นว่ากระป๋องนม เขาทิ้งตามอำเภอ คนแก่เอามาทำเป็นกระป๋องหมาก มีความรู้สึกว่าเสียดาย อะลูมิเนียมเราไม่เคยเห็น ผมก็ยังบ้าเลย ไอ้กล่องใส่ข้าวเนี่ย ผมเก็บมาเป็นถัง คือทิ้งไปมันเสียดาย จริงๆ เอาไปใส่ข้าวให้ชาวบ้านไปท้องไร่ท้องนา งานกฐินก็ยังได้อยู่ ทุกวันนี้เปล่าประโยชน์ที่จะมาเก็บ เพราะเก็บเขาก็ไม่ใช้ เก็บเพื่อทิ้ง ไม่มีใครใส่ใจ ชาวบ้านทุกวันนี้ก็กลายเป็นของไร้ราคา สมัยก่อน เราทำไม่เป็น ทำได้ขนาดนี้ สิบบาทก็ไม่ขาย แต่ทุกวันนี้มนุษย์ลืมคุณค่าของพวกนี้ไปหมด กลายเป็นเศษขยะ เอาไปทิ้งก็กลายเป็นทำลายหมูหมากาไก่ แนวโน้มก็คือ ล่มสลาย นอกจากพวกเราต้องรื้อฟื้นว่า เด็กทุกคนต้องกลับบ้าน ต้องกลับมาหาไร่หานาของตนเอง ฟื้นฟูขึ้นมา คำว่าอยู่พอเพียงก็คือ จะเอาทฤษฏีใหม่หรือเก่ามาใช้ก็ได้ ขึ้นกับว่าหมู่บ้านที่อยู่มีพื้นที่สำหรับผลิตเลี้ยงชีพตนเองได้ ไม่ต้องไปซื้อของจากเซเวนอิเลเวน แล้วสร้างขึ้นมาด้วยมือของเราเอง จะได้ออกกำลังกายโน่นนี่นั่นด้วย คุณมีคอมพิวเตอร์ คุณก็นั่งอยู่บ้าน คุณทำงาน ส่งขายต่างประเทศก็ได้ ผลิตผลออนไลน์ ผลิตขายก็ได้ ถ้าจะเรียนหนังสือก็เรียนที่นี่ได้ แต่คุณต้องมีพื้นที่ของตัวเอง ถ้าหากไฟฟ้าดับ คุณต้องมีกิน พูดง่ายๆ ถ้าไฟฟ้าดับแล้วไม่มีพื้นฐาน ตายลูกเดียว ถามว่ากินได้ไหมตรงนี้ อันนั้นเรียกการดำรงชีวิตได้ด้วยการพึ่งตนเอง (SELF CONTAINED) แล้วพื้นที่ต้องแบ่งสันปันส่วนให้เหมาะสม ประชาชนทั้งหลาย หนึ่งต้องมีที่ทำกิน สอง ถ้าคนไม่มีที่ทำกินก็ต้องมีที่อยู่ ซึ่งรัฐต้องจัดสรรให้และมีงานให้ทำ มนุษย์ทุกคนเกิดมาต้องทำงาน จะไปแอบกินบนหลังคน แม้แต่คนง่อยเปลี้ยเสียขา แขนกุดแขนด้วนยังทำงานของเขา ส่วนหนึ่งสังคมต้องให้เขาด้วย ช่วยเหลือเป็นพิเศษ เพราะถือว่าเขาสู้ ไม่ใช่เกิดมานอนกินอย่างเดียว ก็อยู่ได้ มนุษย์ร่วมโลกต้องทำงานทั้งหมดนั่นแหละ ทำงานเพื่อตัวเพื่อสังคมให้มากที่สุด สังคมถ้าได้มามากก็ต้องแบ่งคืนมาก มนุษย์กินแค่นั้น ลูกเกิดมาก็ต้องให้ทำงานด้วย ไม่ใช่ไปโกงใครเขามาแล้วให้ลูกมาเสพเอา มันไม่ใช่

 


: สภาพสังคมแบบปัจจุบันเป็นไปได้ยากมากแค่ไหน


 

เราต้องทำ ถึงพูดตรงนี้แหละ ถ้าเป็นไปได้ยากก็ต่างคนต่างอยู่ เพราะฉะนั้น ต้องกระตุ้นกัน ทุกอย่าง ต้องเริ่มต้นจากมหาวิทยาลัย นักวิชาการต้องคิดตรงนั้น ไม่ใช่เอาตัวรอด หนึ่งเราอยู่มาอย่างนี้ มีสถาบันให้เราอยู่ เรามีหน้ามีตา มีเกียรติยศ มีวิชาการ ก็ต้องคิดว่าเราจะทำส่วนรวมให้ดีขึ้นได้อย่างไร ไม่ใช่ว่า กูจะอยู่แค่นี้ ได้ดีแล้วก็จะไป ก็ต้องช่วยกันคิด ถ้าคิดแค่นี้ประเทศไทยถึงเป็นอยู่อย่างทุกวันนี้ไง ถามว่าดีไหม ไม่ดีเลย แล้วสิ่งที่เราคิด ถามว่าเป็นไปได้ไหม เป็นไปได้ แต่คนเราบอก อย่าไปคิดเลย เขาไม่คิดเหมือนเรา จบเลย ที่เรียนมาก็ไม่รู้ว่าจะเอาไปทำอะไร ก็ต้องสู้ร่วมกันนั่นแหละ ตรงนี้ถึงจะเกิดเป็นจริงขึ้นได้ คือต้องหาแนวร่วมที่คิดเหมือนกันแล้วสร้างโมเดลขึ้นมา ต้องทำ บางทีต้องเอาแรงมาทำก่อน ไม่ต้องรอว่าต้องมีงบประมาณมาทำ ต้องคิดให้ได้ทำได้

 


: ฐานะอาจารย์ที่มีลูกศิษย์ พยายามสอนอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้


 

อย่างนี้ผมจะพูดทุกครั้ง ถ้าเปิดโอกาสให้พูด พูดในห้องเรียนก็ต้องพูด จะพูดแบบนี้ตลอด คือคิดนอกกรอบ คิดจากความเป็นจริง กระแสก็เรียนรู้ว่าเป็นอย่างไร เป็นอย่างนี้เพราะอะไร คิดลักษณะที่เป็นกาลามสูตร ด้วยเหตุและผล และวิเคราะห์แล้วว่านี่คือทางที่ดีที่สุด แล้วเราก็เอาไปขยายความต่อไป คิดได้ทั้งนั้น เพราะคนที่เขาเจริญแล้วก็คิดอย่างนี้ เขาถึงเจริญ ถ้าคิดแบบอยู่ตามน้ำไม่เจริญหรอก อยู่ไปก็ตายไปเท่านั้นเอง ไม่ได้สร้างประวัติศาสตร์อะไรเลย เพราะมนุษย์เกิดมาต้องทำงานไปจนตายถึงจะถูก ไม่ใช่ว่าเกิดมารวยแล้ว หรือเป็นถึงอธิบดีฯ เป็นนายกฯ รองนายกฯ พอเลยหกสิบแล้วกินบำนาญ จะไปไหว้พระเก้าวัดแล้วก็ตาย ไม่ใช่ แม้แต่ผู้ที่เรียนสูงๆ ที่เป็นนักวิชาการจริงๆ ก็มีมาก มนุษย์ต้องมีทฤษฏีของตนเองและพัฒนาทฤษฏีตลอดชีวิต เหมือนหมอ เพราะหมอนี่สู้กับโรคกับเชื้อโรค เขาต้องดูต้องศึกษาค้นคิดเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรค สู้กันจนเขาตาย จะมีวิชาการใหม่เกิดขึ้นตลอด ทฤษฏีจะเปลี่ยนไปเรื่อย คิดไป ถ้ามันผิด ไปดูบทเรียนอื่นๆ แล้วมันถูกกว่า เราก็ปรับของเราให้ทันสมัย ให้มีเหตุมีผลอยู่ตลอด จนเราตายไปแล้ว สิ่งที่เราคิดอาจจะไม่เป็นความจริงร้อยเปอร์เซนต์ เหมือนไอแซค นิวตัน ตายไปแล้ว สังคมสมัยนั้นนึกว่าเป็นแนวคิดหรือทฤษฎีที่เป็นที่สุดแล้ว แต่พอไอสไตน์ขึ้นมาพูดแป็บเดียว เจ๊งไปเลย แต่ไอแซคนิวตันก็ทำให้ไอสไตน์เกิด ไอน์สไตน์ตายก็เกิดทฤษฏีใหม่ต่อยอดมาอีก คือคนพวกนี้คือคนที่ต่อยอดให้คนอื่น คิดต่อไปจนโลกบรรลุธรรมทั้งโลก นั่นถึงเรียก เรียนจริง รู้จริง ทำจริง ซึ่งเราก็ไม่ได้บอกว่าเราจะไปเลิศเลออย่างเขา แต่เราคิดให้เป็นอย่างเขา คิดพัฒนาตนเอง ตามกำลังสติปัญญาของเรา สร้างสรรค์ในสิ่งที่ทำให้โลกเดินไปข้างหน้าให้ได้

 


:  ฝากเรื่องอะไรกับบุคลากรในมหาวิทยาลัย


 

ผมไม่บังอาจที่จะไปสอนท่านเหล่านั้นหรอก ถ้ามองตนเอง ก็ไม่ได้บอกว่าเป็นคนเก่งคนดีอะไร ไม่ได้คิดเช่นนั้น เพราะชีวิตของผมไม่ได้เป็นอาจารย์มาตั้งแต่แรก ผมเรียนจบ ช่องทางที่จะเข้ามามีอาชีพเป็นอาจารย์ในสมัยนั้นมันยากมาก ไม่มีประสบการณ์และไม่พอจะหาเลี้ยงครอบครัวได้ พูดง่ายๆ เราไม่มีทุนเก่าที่จะมารองรังว่าเรามีพื้นฐานที่ดีมาก่อน ต้องดิ้นรนเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ก็ต้องหากินก่อน จะมาสมัครเป็นอาจารย์แล้วอาศัยเงินเดือนพ่อแม่มาช่วยหนุนตอนแรก ก็คงไม่ไหว คือวิถีชีวิตเป็นแบบนั้น เพราะพื้นฐานผมก็เป็นลูกชาวนา ไปเรียนก็ด้วยความขยันหมั่นเพียรของตนเอง เรียนจบก็ทำงาน สมัยเรียนเห็นคนอื่นเขาไปเมืองนอกเมืองนา ก็มีความใฝ่ฝัน อยากไป อยากไปเรียน อยากก้าวหน้า กลับมา เราก็มาคิด เราก็มนุษย์คนหนึ่งเหมือนกัน ลองดูซิว่ามันไปได้หรือไม่ ทางโน้นก็มีพรรคพวกที่ดี มีเพื่อนที่เป็นเพื่อนกันจริง พวกคนมีตังค์ก็มี จบแล้วไปเรียนได้เลย เวลาไปเรียนก็หาช่องทางให้เรา เวลาไปเรียนก็ต้องอย่างนี้อย่างนั้นสิ เตรียมเงินค่าเครื่องบินไว้ ที่เรียนจะติดต่อไว้ให้ คือคนที่มีโอกาสก่อน ผมค่อนข้างโชคดีที่มีเพื่อนที่คอยแนะนำชี้ช่องทางในการไปเรียนต่อ เพื่อนที่ดีอย่างหนึ่ง ก็ไม่ได้บอกว่าคนจนหรือรวยก็เป็นเพื่อนที่ดีช่วยเหลือกันได้หมดนั่นแหละ ผมไปด้วยกำลังกายของผมเอง ไม่ได้ไปอาศัยรัฐ อยู่ด้วยการทำงานเลี้ยงตัวเอง เมื่อพอมีประสบการณ์และหมดภาระเลี้ยงครอบครัวแล้ว เพื่อนจึงชวนมาสอนหนังสือในมหาวิทยาลัย และเกิดความใฝ่ที่อยากจะเสนอแนวคิดว่าโครงการนี้น่าจะทำได้ แต่ต้องช่วยกันทำ ต้องตั้งเป็นชมรมขึ้นแล้วก็คุยกัน หลายคนก็เห็นชอบทั้งนั้นแหละ และควรจะต้องช่วยกันให้เกิดผลสำเร็จให้ได้ เพื่อลูกหลานของเราต่อไป

เราทำงานสถาปัตย์ฯ คติความเชื่อของคนเอเชียกับฝรั่งต่างกัน เพราะเป็นเรื่องหลักแนวความคิด สมัยก่อน ถ้าคิดอย่างคนตะวันออก การออกแบบบ้าน เขาไม่มีสถาปนิก ออกแบบตามวิถีของเขา มีพื้นที่ให้สิ่งที่มีตัวตนและไม่มีตัวตน ซึ่งต่างกับฝรั่ง ฝรั่งออกแบบมีพื้นที่ไว้สำหรับอำนวยประโยชน์ให้ตัวเองเท่านั้น สิ่งที่ไม่มีตัวตน ไม่มี แต่พวกนับถือผีอย่างตะวันออก ห้องผีก็ยังมีอยู่ ห้องผีคืออะไร ประโยชน์คืออะไร ให้ผีมาอยู่หรือ เวลาเลี้ยงผีต้องเลี้ยงในห้องนั้น คนอื่นจะยุ่งไม่ได้ อันนี้แสดงถึงความผูกพัน ความเสียสละของมนุษย์ ซึ่งโยงกับอดีต โยงกับสิ่งที่มีบุญคุณที่ได้สร้างเขามา ปู่ ย่า ตา ยาย เขาไม่ลืม พอเขาไม่ลืม เขาก็จะสอนลูกเขา บอกว่าเองอย่าลืมข้านะเวลาข้าตาย นี่เป็นการสืบทอดทางวัฒนธรรมที่ดีที่สุด เพียงการเสียสละห้องห้องหนึ่งไว้ให้ เพื่อเป็นที่ระลึกเท่านั้นเอง อันนี้จะต่างกับคนตะวันตก เพราะฉะนั้น เยื่อใยตรงนี้ถึงบอกว่า คนแก่ฝรั่งตัวใครตัวมัน ปู่ย่าตายายไม่รู้จักว่าอยู่ตรงไหน แม้แต่รูปถ่ายก็ไม่รู้ แต่ของเราผนังบ้านก็ต้องมีรูปปู่ย่าตายาย รูปป้าน้าอาไปบวช แล้วเอามาแขวนไว้ให้ลูกหลานได้เห็น ให้ได้สืบทอดว่า สิ่งที่ผ่านไปแล้วมีตัวตนจริง และเขามีคุณูปการกับเราอย่างไร สถาปัตยกรรมคือส่วนนี้ด้วย ไม่ใช่เอาประโยชน์ปัจจุบันอย่างเดียว ต้องมีอดีต ปัจจุบัน และอนาคต อนาคตคือลูกหลาน ใช่ไหมล่ะ ต้องสอนให้ถึงประโยชน์ใช้สอย เป็นไตรภูมิ พูดง่ายๆ ระลึกถึงสิ่งที่ผ่านมาแล้ว ว่าเขาอยู่อย่างไร เป็นอย่างไร ทั้งรูปธรรมและนามธรรม บางทีแม้แต่ธนูและหน้าไม้แขวนไว้ฝาผนังก็รู้ว่าเป็นของปู่ หรือดาบ ง้าว อะไรทั้งหลาย ของเก่าแขวนไว้ก็รู้ว่านี่เป็นของปู่ ปู่ของเราเคยเป็นนักเลงเก่าหรือเป็นนายฮ้อยมาก่อน ทำให้มนุษย์เรามองหน้ามองหลัง มองอดีต มองอนาคต ทำให้มีจุดยืนของตนเอง สถาปัตยกรรมก็มีส่วนตรงนั้น ถึงบอกว่า เวลาเราศึกษาพวกนี้ สามารถเอาพวกนี้มาอธิบายได้

อยากให้ช่วยคิดเรื่องมหาวิทยาลัยกินได้ มันทำได้ทุกมิติ เป็นผลประโยชน์ของคน คุณก็ต้องมีส่วนร่วมในผลประโยชน์ตรงนี้ไม่มากก็น้อย ทั้งวิชาการ พูดว่า รวมถึงเงินด้วยก็ได้ หากล้วยมาปลูก หาต้นไม้ ว่าน ขิง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด ลองปลูกดูสิ ปลูกประดับให้สวย พืชพันธุ์แถวนี้เป็นพืชขนาดเล็ก และพืชยืนต้น อย่างต้นผักเม็ก เวลาใบออกมาก็เป็นสีออกด่างสวยๆ เป็นไม้ประดับได้ แทนที่จะเอาไม้ฝรั่งมาประดับ กินไม่ได้ ขนงขนุนเราเอาพันธุ์ดีๆ มา ให้ลูกเต็มต้น เท่จะตายไป ประเทศสิงคโปร์เอาผักอีเลิดหรือชะพลูไปปลูกเต็มเมือง เพราะผักพวกนี้ขึ้นตามใต้ต้นไม้ ตามร่มได้ สวยด้วย เขียวทั้งปี กินก็ได้ เป็นยาด้วย ทำไมเราไม่ศึกษาวิจัยพวกนี้ แพทย์ก็มี โภชนาการก็มี เอามาปลูกแล้วสร้างผลิตภัณฑ์ขึ้นมา แล้วเอาไปขายตลาดน้อย ทำหนังสือออกไปโฆษณา วิชาการก็ทำออกไป ทำไมจะทำไม่ได้ มันอยู่ตรงนี้ทั้งหมด เงินก็อยู่ตรงนี้ วิชาการก็อยู่ตรงนี้ รักษาบ้านของเราให้อยู่ให้ได้ก่อนแล้วค่อยไปข้างนอก แล้วทุนถ้าเอามาใช้ที่นี่มันไม่ไปไหน ส่วนที่เอาไปก็เอาไป แต่ว่าเอามาไว้ที่นี่ด้วยส่วนหนึ่ง ทุกคณะมีสิทธิ์ที่จะเอามาร่วมกันได้ คืออยากจะทำตรงนี้จริงๆ อย่างไผ่ก็เป็นพิพิธภัณฑ์ไผ่แห่งประเทศไทย เอาไผ่ทุกชนิดมาปลูกตรงนี้ ไผ่ประดับก็ได้ ไผ่เหลือง ไผ่ทอง ไผ่หน่อ แบบหน่อใหญ่ หน่อเล็ก ให้เป็นวิชาการไปเลย ไผ่ในเมืองไทยมีหลากหลายพันธุ์ ไผ่ใหม่ซึ่งเป็นไผ่ยักษ์ลองเอามาปลูกดู ไผ่ที่ต้นโตๆ เอาวิชาการมาใช้ ลองปลูกนิดๆ หน่อยๆ พื้นที่รอบรั้วมหาวิทยาลัยเนี่ย ปลูกง่ายๆ ระยะหกเมตร หกเมตรนี่มันได้กี่หมื่นต้น ก็ขายหน่อ ทำซุบหน่อไม้ คุณมาซื้อตรงนี้ คุณไปเอาหน่อที่เหลือมาใช้ ขายราคาถูกให้นักศึกษากิน ซุบหน่อไม้ แกงหน่อไม้ ลำไผ่ราคาเท่าไหร่ ถ้าไผ่บ้านราคาห้าสิบบาท ทุกวันนี้ซื้อได้หรือเปล่า ถ้าลำดีๆ อย่างไผ่ส้างไพรเนี่ย คัดเข้ามาแล้วอบดีๆ แล้วเข้าโรงคัดและดัดให้สวยๆ ขายเป็นลำ เอาไปประดิษฐิ์ ไปทำโน่นนี่ ไผ่ตง โคนไผ่ ศิลปินก็เอาไปแกะเป็นหน้าหมูขายต่อไปอีก ก็เป็นคนจากมหาวิทยาลัยเราทั้งนั้น “มหาวิทยาลัยกินได้” ช่วยกัน มันหลากหลายมาก ทุกคณะสามารถบูรณาการได้ เทศกาลวิทยานิพนธ์ จัดเลยเจ็ดวันเจ็ดคืน เอาวิทยานิพนธ์เยี่ยมๆ ของแต่ละคณะมานำเสนอให้คนฟัง คณบดีทุกคณะต้องมาเป็นกำลังใจ เอานาฏศิลป์มา อาร้องรำทำเพลงดีดสีตีเป่ามา ศิลปะคุณก็มาแสดง คัดเอาวิทยานิพนธ์ชั้นเยี่ยมของภาคอีสานมานำเสนอ อันนี้เชิญรัฐมนตรีมาเปิดก็ได้ เชิญผู้ว่ามาดู แล้วเชิญนักเรียนตามโรงเรียนตามจังหวัดต่างๆ ผู้อำนวยการเข้ามาดู ถ้าเรามีทรัพยากรพร้อม เลี้ยงอาหารฟรี เอาตัวนี้แหละมาแสดงด้วยก็ได้ เกษตรกรรมของมหาวิทยาลัยที่เราผลิตมา มะละกอของ มมส นะ ติดให้เขาดูด้วย มีคุณค่าอะไรทางโภชนาการ คือมีทุนครบทุกอย่าง วิชาการก็มีครบทุกอย่าง ทำตัวนี้ให้เกิด รวมกันให้มีรายได้ขึ้นมาและรายได้เป็นแบรนด์ด้วย เป็นตราของมหาวิทยาลัย ขายได้ทั่วโลก อย่างข้าวหอมมะลิ ผมว่าถ้าตรา มมส นี่นะ คิดดีๆ เราไม่ไปทำนาหรอก ไปตรวจดูว่าอันไหนหอมแท้ หอมเทียม เราไปตรวจดูตอนข้าวเขียว มหาวิทยาลัยขอซื้อเนี่ย ต้นทุนไม่เท่าไหร่ พ่อค้าเอาไปขายยังรวย รายได้ส่วนหนึ่งก็ให้บุคลากรที่เขามาช่วยเหลือ ส่วนหนึ่งก็ไปขาย ขายได้กำไรมา เงินก็เข้ากองทุน เข้ามหาวิทยาลัย คืออันนี้หากิน ออกนอกระบบได้จริงๆ ไม่ต้องไปพึ่งใคร เพราะเรามีพื้นฐานของเรา น้ำในแม่น้ำชีก็เต็มนาอยู่ มันไม่มีก็สูบขึ้นมาเนี่ย เอามาทำน้ำปะปา น้ำโน่น น้ำนี่ น้ำถุง น้ำอะไรก็ได้ทั้งนั้น ไม่ได้ฝันนะ มันเป็นเรื่องจริง อันนี้ถ้าทำได้ก็ทำไปเลย อยากให้ทุกท่านทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการคิดตรงนี้ คือไม่ได้บอกว่า เป็นความคิดของคนนั้นคนนี้ อยากให้ทุกคนมีส่วนร่วม จะได้มีความภูมิใจร่วมกัน ระดับคณบดีผมคุยไว้หลายท่านแล้ว หลายคณะเห็นชอบด้วย ถ้าคิดแต่เพียงว่ามันไม่สำเร็จหรอก ทำอะไรก็คงไม่ได้ถ้าทำได้ ร่วมมือกันทุกท่านทุกฝ่ายก็น่าจะเป็นความภูมิใจ และเป็นการนำร่องที่ไม่มีใครทำมาก่อน ถ้าเราไม่ทำ ไม่มีโอกาสหรอก อีกหน่อยเราก็เกษียณออกไป ถ้าไม่ปลูกผังให้เขาสานต่อ กี่รุ่นก็จะพูดเหมือนเดิม นับวันยิ่งจะเสื่อมไปเรื่อย งานค้นคว้าวิจัยทางวิชาการก็ทำอยู่ตรงนี้ พื้นที่ในมหาวิทยาลัยของเรานี้ได้ ไม่ต้องไปเรียนให้เสียเวลา สามสี่ห้าปีหรือบางทีก็เจ็ดปี กินเงินไปเท่าไหร่ก็ไม่รู้ หลักสูตรพวกนี้ทำระดับไหนก็ได้ ก็ให้เขาทำวิจัยไปด้วย สอนไปด้วย ร่างโครงสร้างใหญ่ แล้วย่อยออกไป ให้ทุกคนมีส่วนรับผิดชอบทางวิชาการ ก็ไปศึกษาต่อ สมมุติว่า บึงนี้เราเลี้ยงปลา คลองเนี่ย อันไหนเลี้ยงสัตว์น้ำได้ เลี้ยงขึ้นมาทดสอบเนื้อ มีโปรตีนมากน้อย สารพิษมี ไม่มี คุณมาทำปลาร้าปลาแดก สร้างสูตรใหม่ขึ้นมา วิจัยทางโภชนาการให้ได้เรื่องได้ราว หรือพันธุ์ปลาที่สูญพันธุ์ไปแล้ว เอามาเลี้ยงอย่างไร พัฒนามาเป็นอาหาร ต้นไม้ก็ให้เด็กเอามาจากบ้านเขาก็ได้ เข้าไปในป่า หามันป่า ต้นไม้ ป่าที่มีคุณค่า หาวิธีขุดราก เอามาปลูกแล้วดูแลเอง ว่าเป็นโรคเป็นภัย เชิญคณะที่เกี่ยวกับการเกษตรและภาควิชาภูมิทัศน์ สถาปัตย์-ศิลปกรรมมาช่วย ให้รู้วงจรชีวิตของมัน ให้เป็นต้นอยู่ได้และสวยงาม รุ่นนี้จบไป ใครเป็นรหัสรุ่นนี้ก็ต่อยอด ต้นไม้ทุกต้น ได้ประมาณสี่หมื่นกว่าต้น จะมหาศาลขนาดไหน ทำเหมือนเป็นห้องสมุด แม้แต่พืชน้ำ บัวมีกี่ชนิด บึงก็มีอยู่ น้ำสกปรกก็ทำให้ใส จอกแหน เอามาสร้างขึ้นให้เป็นวิชาการ ทำสะพานเข้าไปในสระ เดินดูโน่นนี่ มีกบมีเขียด บ้านของเรา เราอยู่เราโตมาจากตรงนี้ รายละเอียดตรงนี้ เอาเป็นหลักเสียก่อน แล้วค่อยลึกลงไป นี่มันคือห้องสมุดการศึกษาจริงๆ กินได้ด้วย เป็นวิชาการที่กินได้ เป็นการออกนอกระบบที่พึ่งตนเอง ถ้าลักษณะแบบนี้ ผมว่าบางทีงบประมาณก็ไม่ต้องไปพึ่งทางราชการมากมายนัก ให้มาก็ดี ไม่ให้เราก็อยู่ของเราได้ เรื่องของการเกษตรมันหนีไม่พ้น เพราะพื้นฐานของเราคือสังคมเกษตรกรรม เราไม่สามารถหวังพึ่งระบบอุตสาหกรรมได้อย่างเดียวโดยไม่พึ่งพาการเกษตรกรรม มหาวิทยาลัยของเรา เรามีปัจจัยพื้นฐานค่อนข้างครบถ้วนสมบูรณ์ พอที่จะเป็นผู้นำร่องในโครงการมหาวิทยาลัยกินได้ เป็นอย่างดีทีเดียวครับ


 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *