ศิลปวัฒนธรรมไทยอีสานจะต้องเลี้ยงปากท้องคนไทยอีสาน


ศิลปวัฒนธรรมไทยอีสานจะต้องเลี้ยงปากท้องคนไทยอีสาน


: ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปฐมพงศ์ ณ จัมปาศักดิ์


ที่มา: สาส์ทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม มมส ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๑ ประจำเดือนมกราคม ๒๕๖๐ – เมษายน ๒๕๖๐


 

พ่อผมสอน “เราเกิดมาเป็นคน ทำคุณงามความดี อย่าทำความชั่ว ความชั่วแม้นิดเดียวก็ไม่ควรทำ ถ้าพลาดพลั้งไปก็ให้รู้และอย่าทำอีก” พ่อพาผมไปเล่นน้ำตอนเด็กๆ ผมโชคดีอย่างหนึ่ง คือ มีพี่น้องสี่คน พี่ๆ โตในเมือง ส่วนผมโตที่วัดเพราะอยู่ใกล้วัด เวลาแม่ตีก็หนีไปวัด ผมโตที่วัดโพธิสมภรณ์ ได้เรียนสมุนไพร เรียนวิชาจากหลวงพ่อเจ้าคุณอุดรหรือพระราชวุฒาจารย์ (สวัสดิ์ ขันติวิริโย) กิจการที่บ้านทำโรงงานมันสำปะหลังมากว่าสามสิบเจ็ดปี พ่อเป็นคนมีน้ำใจ ทำให้เห็นตลอด เขามาขายมันที่โรงงาน พ่อก็บอกว่า “สงสารเขา เวลาเขาทำการทำงาน เวลาจะเก็บมันขึ้นเนี่ย เด็กที่เรียนหนังสือ ลูกหลานจะต้องหยุดเรียนเลยนะ มาเก็บมันสำปะหลังช่วยครอบครัว” เวลาเขามาขายมันสำปะหลัง พ่อเป็นตัวอย่างที่ดี ไม่เคยกดราคา กิโลนึง ขีดนึงก็ห้ามบังเบียดเขา คือเรายืนตามราคากลาง “ในหนึ่งปีนี่เราอยู่ได้ เราก็ต้องให้เขาอยู่ได้ด้วย ถ้าเขาอยู่ดี เราก็จะดีไปด้วย” พ่อพาลูกน้องในโรงงาน คนงานไปเรียนรู้ที่กรุงเทพฯ ไปขอพันธุ์มันสำปะหลัง พ่อผมเป็นคนเอาลงมาที่อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร เพื่อกระจายให้เกษตรกรได้ปลูกมันสำปะหลังพันธุ์หัวใหญ่ๆ พอมันสำปะหลังหนักขึ้น เขาก็ได้เงินมากขึ้น แล้วเราก็ได้ผลผลิตมากขึ้นด้วย ตอนเด็กพ่อพาไปเล่นน้ำในสระที่โรงงาน เอารำใส่มือกำไว้ ให้ปลานวลจันทร์มากิน ได้จับได้ลูบ ได้ใกล้ชิดกับปลา พอเล่นน้ำ พ่อสอนด้วยการทำให้ดู โดยเอาสองแขนผลักน้ำออกจากตัว วงน้ำมันจะวิ่งกลับเข้ามา และทางกลับกัน โอบน้ำใส่ตัว วงน้ำมันจะออกจากเรา พ่อบอก “การใช้ชีวิตก็เช่นกัน ถ้าพอให้ เอื้อเฟื้อได้ ทำไปเถิด สิ่งดีๆ คนดีๆ ก็จะวิ่งเข้ามาหาเราเหมือนน้ำ (น้ำใจ) ที่เราผลักออกสู่สังคม

พ่อขับรถไปดูคนงาน ผมได้ไปด้วย พ่อไปดูความเป็นอยู่ของคนงานว่าเขามีบ้านอยู่ไหม มีรถขับไหม มีนั่น มีนี่หรือไม่ พ่อบอกว่า “เขาเลี้ยงเราและเลี้ยงลูกเรา ดังนั้น เราต้องไปดู ให้เขาอยู่ได้ มีอยู่มีกิน” และคุณธรรมตัวนี้ทำให้บ้านผมอยู่ดีมีสุขมาตลอด แล้วที่เห็นอีกอย่าง ก็คือ เวลาเขามาขายมันสำปะหลัง มาค้ามาขายนี่นะ พ่อจะตั้งตู้น้ำเย็นไว้ เด็กๆ หยุดเรียนมาเพราะเรา มากินดับกระหาย ถึงบอกว่า พ่อเป็นตัวอย่างที่ดีของผม เป็นคนที่มีน้ำใจมากๆ ความคิดเหล่านี้ถึงสะท้อนมาถึงผม ว่าผมจะทำเหมือนอย่างที่พ่อทำ เพื่อชาวมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ผมตั้งใจอย่างนี้ แล้วผมก็ทำ เอามาเป็นตัวอย่างในการทำงาน

ถ้อยคำบางส่วนจากผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการพิเศษ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ผศ.ดร.ปฐมพงศ์ ณ จัมปาศักดิ์ ที่บอกเล่าเกี่ยวกับพื้นฐานครอบครัว รวมถึงความภูมิใจและการก้าวเข้ามาทำงานเกี่ยวกับเรื่องราวทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ซึ่งเป็นหนึ่งในพันธกิจหลักของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม

 


ทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม


 

โครงการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ตั้งแต่ไหนแต่ไร เราเป็นมหาวิทยาลัยเรื่องศิลปวัฒนธรรมมีความโดดเด่น เช่น ท่านรองศาสตราจารย์วีณา วีสเพ็ญ ก่อตั้งวงแคนขึ้นมา ตอนนี้สี่สิบจะห้าสิบปีแล้ว ท่านศาสตราจารย์ฉวีลักษณ์ บุณยะกาญจน ท่านก็ทำศูนย์สารนิเทศอีสานสิรินธร ท่านอาจารย์อาคม วรจินดา ที่ท่านสร้างไว้ก็พระพุทธกันทรวิชัยอภิสมัยธรรมนายก มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มีชื่อเสียงศิลปวัฒนธรรมค่อนข้างมาก ตลอดห้าสิบปีมานี้ ผมกล้าบอกเลยว่า มหาวิทยาลัยมหาสารคามเป็นมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในเรื่องของศิลปวัฒนธรรม ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือประเทศไทย ผมเชื่อว่ามหาวิทยาลัยเราเป็นตักสิลาแห่งศิลปวัฒนธรรมไทยอีสาน พอมาในสมัยท่านอธิการบดี ศาสตราจารย์ ดร.สัมพันธ์ ฤทธิเดช ท่านก็มอบหน้าที่ให้ จริงๆ แล้วฝ่ายผมคือฝ่ายกิจการพิเศษ แต่พอเข้ามา ก็เปลี่ยนชื่อให้ เป็น ฝ่ายทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมและกิจการพิเศษ คือเข้ามาทำเรื่องนี้ให้เป็นรูปเป็นร่าง แต่พอเข้ามา โจทย์ที่ผมได้รับนี่ยากมาก มหาวิทยาลัยต้องประหยัด ตัดลดงบประมาณลงทั้งหมด ทำให้ผมคิดว่า ทำอย่างไรเราถึงจะพามหาวิทยาลัยให้เดินได้งดงามด้วยข้อจำกัดดังกล่าว เพราะว่าฝ่ายศิลปวัฒนธรรม องค์กรต่างๆ รอบข้างเราก็พัฒนาอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

สุดท้ายด้วยทรัพยากรที่มีจำกัด ก็ลงใจว่า มีเท่าไหร่ก็ทำเท่านั้น ก็พยายามทำให้ดีที่สุด พอเราได้รับงบประมาณที่แตกต่างกันทั้ง ๕ โครงการหลัก คือ โครงการศิลปวัฒนธรรมกับชุมชน โครงการมุทิตาจิตบุคลากรเกษียณอายุราชการ โครงการประเพณีสงกรานต์ (บุญเดือนห้า) โครงการกฐินสามัคคีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม (ปราสาทผึ้งออกพรรษา) โครงการสถาปนามหาวิทยาลัยมหาสารคาม นอกจากนั้น ยังมีโครงการทำนุศิลปวัฒนธรรมอื่นๆ คือ โครงการเวียนเทียนในเทศกาลมาฆะบูชา วิสาขบูชา อาสาฬหบูชา (นาดูน), โครงการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรม ณ พระธาตุนาดูน, พระธาตุพนม, โครงการ “บุญหลวง” นมัสการ สมโภช สรงน้ำ ปิดทอง พระพุทธกันทรวิชัยอภิสมัยธรรมนายก, โครงการกินข้าวปุ้น บุญผะเหวด ฟังเทศน์คาถาพัน, โครงการพิธีมหาพุทธาภิเษกพระพุทธกันทรวิชัย รุ่นที่ ๓, พระคณะบัญชี, พระคณะสถาปัตย์, โครงการผ้าป่าสร้างหออภิบาลสงฆ์อาพาธ โรงพยาบาลสุทธาเวช มมส, โครงการทอดเทียนเทศกาลเข้าพรรษา เป็นต้น

บุคลากรมหาวิทยาลัยมหาสารคามใจบุญและเป็นคนดีนะ ใจบุญสุนทาน เวลาทำงานต่างๆ นาๆ เขาร่วมกับผมตลอด ทุกกอง ทุกคณะ ภายในมหาวิทยาลัยช่วยกัน อย่างบุญมหาชาติ ทุกปีจะมาช่วยงานกัน ผมยกเครดิตตรงนี้ให้กับทุกหน่วยงาน เพราะผมไปขอให้มาออกโรงทานช่วยกัน เพราะงบประมาณเรามีจำกัด ขอให้มาช่วยบุญมหาทาน เขาก็มาด้วยจิตใจศรัทธา ดีงาม ผมเข้ามารับใช้มหาวิทยาลัย เดิมทีตั้งใจไว้ว่าทำงานหนึ่งปี หรืออย่างเก่งก็สองปี พอวางงานเสร็จเรียบร้อย ผมก็จะไปหาทำงานอย่างอื่น ไม่ชอบทำอะไรซ้ำซาก มาฝึกเด็กๆ ให้เขาทำงานเป็น พอเขาทำได้ เราวางรูปแบบไว้ให้ ต่อไปเขาก็ฝึกคนรุ่นใหม่ขึ้นมา ส่วนเราก็ไปช่วยที่อื่น ตรงที่เขายังขาด ผมไม่ค่อยสนใจเรื่องตำแหน่ง อยู่ที่ไหนก็ได้ ตำแหน่งมีก็ได้ ไม่มีก็ได้ ขอให้แต่ละวันได้สร้างคน สร้างความรู้ สร้างเสริมค้ำชูศิลปวัฒนธรรมไทยอีสานให้ยืนหยัดต่อไป เพราะมันคือลมหายใจ และมันคือความสุขของพี่น้องชาวไทยอีสานเรา

 


พัฒนา ต่อยอด ปรับเปลี่ยน เพื่อสังคม


 

ผมก็คิดว่า ทำอย่างไรจะนำเอาศิลปวัฒนธรรมไทยอีสานที่มหาวิทยาลัยสืบสาน ไปช่วยคณะต่างๆ คณะเล็กๆ ให้เติบโตได้ ทำอย่างไรจะส่งเสริมกันได้ แม้ว่าเราจะนั่งตัวเล็กเท่านี้ก็ตาม ก็เลยมาคิดว่า พระพุทธกันทรวิชัยอภิสมัยธรรมนายกเป็นพระพุทธรูปประจำภาคอีสาน ดังนั้น เราน่าจะขอพึ่งบุญบารมี ตอนนั้นนั่งประชุมกับท่านอธิการบดี ออกไปคุยกับทุกคณะ ครั้งหนึ่งไปคณะแพทย์ ผมก็ไปด้วย ท่านคณบดีท่านก็อธิบายว่า ในปีนี้เราไม่มีงบประมาณ เราจะทำหอสงฆ์ หออภิบาลสงฆ์อาพาธ ผมก็คิดในใจว่า สถาบันศาสนาจะอยู่ได้ต้องประกอบด้วยพุทธบริษัทสี่ เราจะช่วยอย่างไรให้พระสงฆ์ดำรงอยู่ได้ และโรงพยาบาลที่ดีที่สุดต้องเป็นโรงพยาบาลของสถาบันการศึกษา ก็ตั้งใจที่จะช่วย ก็ปรึกษาหลายๆ ท่าน ตัดสินใจตั้งกองไว้หนึ่งแสนบาทส่วนตัว ก็พาพ่อแม่พี่น้อง ญาติธรรม ทอดผ้าป่ากองแรกเพื่อสร้างหออภิบาลสงฆ์ ได้เงินหนึ่งล้านห้าแสนบาท เริ่มมีกำลังใจ แต่ก็ยังไม่พอเพราะต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก โดยโครงสร้างด้านในต้องใช้งบประมาณหกล้านบาท จากนั้นก็ได้รับจากพระครูวินัยวรญาณ หลวงพ่อมนูญชัย มนุญญพโล ประมาณหนึ่งล้านสองแสนบาท ในวันสถาปนามหาวิทยาลัยมหาสารคาม ๒๕๕๙ พระสุทธิธรรมโสภณ (สุทธิพงศ์ ชนุตตฺโม) เจ้าคณะจังหวัดมหาสารคาม (ธรรมยุต) บริจาคหนึ่งล้านบาท หลังจากนั้นก็ตัดสินใจสร้างพระพุทธกันทรวิชัยอภิสมัยธรรมนายก รุ่นที่ ๓ รองศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ อารีมิตร อดีตคณบดีคณะแพทยศาสตร์ก็นำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัย ขอสร้างพระพุทธกันทรวิชัยอภิสมัยธรรมนายกในนามมหาวิทยาลัยมหาสารคาม จุดประสงค์เพื่อสร้างหออภิบาลสงฆ์เท่านั้น มหาวิทยาลัยมหาสารคามก็อนุญาต หนังสือตอบจากทางสำนักพระราชวังกลับมาว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานสุหร่ายรุ่นนี้ จากการสร้างพระโดยไม่หักค่าใช้จ่ายใดๆ เราได้เงินจากการเช่าบูชาประมาณสองล้านบาทเพื่อหอสงฆ์ งานนี้ผมภาคภูมิใจมาก เพราะเป็นคนริเริ่มเองทั้งสิ้น การดูแลการเงินทั้งหมดก็เป็นไปตามระบบของคณะแพทยศาสตร์

อีกเรื่องคือยอดกัณฑ์หลอนของมหาวิทยาลัย ได้จากงานบุญมหาชาติที่จัดทุกปี ซึ่งเดิมทีจะตีเข้ารายได้มหาวิทยาลัย อย่าลืมว่ามหาวิทยาลัยเรามีข้อจำกัด ลูกจ้างชั่วคราว ถ้าเกิดการสูญเสียชีวิตนี่การดูแลยังไม่ดีเท่าที่ควร ส่วนลูกจ้างประจำ สูญเสียบุพการี หรือตนเองก็ได้รับการดูแลในระดับหนึ่ง และก็ได้พวงหรีด ตามระเบียบที่มี ก็เลยคิดว่าเราจะทำอย่างไร ศิลปวัฒนธรรมที่มีต้องให้เกิดคุณค่าแก่มหาวิทยาลัยอย่างสูงสุด เราลงทุนด้วยงบมหาวิทยาลัย สุดท้ายมีดอกผลกลับมา เราต้องเอามาดูแลสร้างกุศลแก่มหาวิทยาลัย แรกๆ ก็ขยับเข้ามาเป็นกองทุนพัฒนาศิลปวัฒนธรรมก่อน จากนั้นก็เป็นกองทุนสวัสดิการดูแลลูกจ้างชั่วคราว รวมถึงกิจการกุศล งานนี้ต้องขอบพระคุณผู้อำนวยการกองแผนงาน (ศิริพร ศิระบูชา) และผู้อำนวยการกองคลังและพัสดุ (ปลวัชร ปัดเสน) ที่ช่วยผลักดัน พยายามผลักดันออกมา มาช่วยมหาวิทยาลัยเรา สร้างกุศลให้พี่น้องชาว มมส เรานี่แหละ  ต่อไปงานบุญผะหวดที่เราต้องทำอยู่แล้ว กัณฑ์หลอนต้องมีทุกปีอยู่แล้ว ก็มาเข้ากองทุนนี่แหละ ขอให้คนที่มานั่งต่อจากผม มีความเมตตามากๆ และมีพรหมวิหาร ๔ ดูแลพี่น้องที่เกิดมาร่วม มมส เรา เป็นแนวทางในการทำงานของผมเลย “เกิดมาต้องทำประโยชน์ ถ้าไม่ทำประโยชน์ ตายดีกว่า

 


มมส ขับเคลื่อนในเรื่องราวใด


 

จารีตฮีตคองประเพณีอยู่ในหัวใจคนไทยอีสาน อยากให้มหาวิทยาลัยมหาสารคามรักกันสามัคคีกัน ต้องเอาบุญกุศลมาเป็นจุดรวม เนื่องจากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เท่าที่สังเกต ทำงานมาหนึ่งปี พี่น้องเราใจบุญ อยู่กับฮีตคอง จริยธรรม จรรยาที่งามมาตลอด สังเกตเวลามีงานแต่ละครั้ง ทุกคนนุ่งซิ่นกันงดงาม แนวทางพัฒนาผมนะ อยากให้ศิลปวัฒนธรรมอยู่ได้ คุณจะต้องทำให้ปากท้องประชาชนไทยอีสานอยู่ได้เพราะศิลปวัฒนธรรมซะก่อน ถ้าไม่อยากให้ศิลปวัฒนธรรมตาย ถ้าเขาอยู่ได้เพราะศิลปวัฒนธรรมหรือปากท้องของเขาอยู่ได้ ศิลปวัฒนธรรมก็อยู่ได้ ผมคิดว่า เราต้องสนับสนุนศิลปวัฒนธรรม ยกตัวอย่าง ขันหมากเบ็ง เครื่องบูชาแบบไทยอีสาน พอทำแล้วมันขายได้ คนก็อยากทำขาย ศิลปวัฒนธรรมก็อยู่ได้ ต่อมาก็พยายามสนับสนุนและรื้อฟื้นการแต่งกาย เพราะสังเกตผู้อำนวยการ เลขานุการสำนักงานสวยอยู่แล้ว พอนุ่งผ้าซิ่นหรือนุ่งอะไรแบบไทยอีสาน ยิ่งสวย ยิ่งงาม ทีนี้ก็สนับสนุนนุ่งผ้าไทยอีสาน แต่งผ้าไทยอีสาน เขาเห็นว่านุ่งออกมาแล้วงาม หลายหน่วยงานในพื้นที่มาดูที่มหาวิทยาลัยเรา พยายามที่จะนุ่งซิ่นเหมือนกัน มหาวิทยาลัยนี้ก็สนับสนุนการนุ่งซิ่น องค์กรที่มาดูก็นุ่งซิ่น โดยมีมหาวิทยาลัยมหาสารคามเป็นจุดเริ่ม คนที่เขาทอผ้าขาย เขาก็มีกำลังใจในการทอผ้า พอเวลาจัดงานแต่ละครั้ง ทีมงานผมก็ไปประสานทางผู้ผลิต ทางนั้นทางนี้ ตรงไหนที่เขาทอผ้าไหม ตรงไหนที่เขาทอผ้าแพรวา เราก็ไปติดต่อให้มาขายในงานมหาวิทยาลัย พอมาก็ขายได้ บุคลากรก็ซื้อ เพราะเขาแต่งมาแล้วสวย การทำนุบำรุงแบบนี้จึงเรียกว่าของจริง คือคนที่เขาผลิตมีกำลังใจในการผลิต  เพราะขายได้ เลี้ยงตัวได้ นี่คือมุมมองของผม ถ้าศิลปวัฒนธรรมจะอยู่ได้ ปากท้องคนไทยอีสานจะต้องอยู่ได้ด้วย เช่นเดียวกัน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ศิลปวัฒนธรรมจะคงอยู่ได้ หัวใจมหาวิทยาลัยมหาสารคามจะต้องมีจิตใจรวมเป็นอันเดียวกัน คือความดีงาม สามัคคี สมกับเป็นผู้มีวัฒนธรรม

ผมขึ้นมา ผมมั่นใจในความบริสุทธิ์ในใจผม และผมพูดกับผู้ร่วมงานทุกครั้งเวลาผมประชุม ผมไม่เคยมีอะไรปิดบัง งบประมาณมีเท่านี้ ใช้อย่างไร เหลือเท่าไหร่ ผมสรุปให้ฟังทุกครั้ง แล้วเขาจะมีกำลังใจในการมาช่วยกันทำงาน และมีอะไรที่ผมเหนื่อยใจ เดือดร้อน ผมบอกในที่ประชุม ทุกคนช่วยผม ก็เลยทำให้มีกำลังใจ ไว้ใจ ที่จะสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับมหาวิทยาลัย สานแนวความคิดที่ว่า ศิลปวัฒนธรรมจะอยู่ได้ ปากท้องคนไทยอีสานต้องอยู่ได้ด้วย ศิลปวัฒนธรรมไทยอีสานจะต้องเลี้ยงปากท้องคนไทยอีสานให้อยู่ดีกินดี เพราะว่าอีสานเรามันแห้งแล้ง จุดขายนอกจากข้าวแล้ว เราต้องสนับสนุนศิลปวัฒนธรรมไทยอีสานให้เป็นจุดขายอีกทาง ซึ่งเป็นการอนุรักษ์ฟื้นฟูในทางเดียวกัน

ศิลปวัฒนธรรมสามารถช่วยทุกศาสตร์ ช่วยทุกคณะได้ ยกตัวอย่าง เช่น วิจัยสมุนไพรขึ้นมา เพื่อตอบสนองคณะเภสัชศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ก็ผลิตยาสมุนไพรตอบสนองสังคมด้านสุขภาพในรูปแบบธรรมชาติที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน การวิจัยที่เกี่ยวข้องกับศิลปวัฒนธรรมมีไม่น้อย สามารถตอบโจทย์ได้ทุกศาสตร์ทุกแขนง คือทุกสายเราเน้นลงไปในสิ่งที่มันหายแล้ว ดึงมันกลับขึ้นมา อาจเป็นความรู้ที่มันมีแล้ว แล้วมันหายไป ฟื้นมาอาจกลายเป็นสิ่งแปลกใหม่ในปัจจุบันสุดท้ายแล้วทุกส่วนจะเด่นด้วยกันทั้งหมด แบบคณะบัญชี ผมเห็นเขาทำดีมากส่งนิสิตลงไปช่วยให้แต่ละชุมชนเขาที่มีผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม เขาจะขายอย่างไร เขาจะทำอย่างไร ไปให้ความรู้เขาให้วิธีการจัดการตลาดอย่างมีระบบ คือทุกศาสตร์ทุกคณะลงไปเพื่อชุมชน ผมเชื่อว่า เมื่อส่วนรวมดี ส่วนตัวก็จะดีด้วย กฎแห่งการกระทำมันเป็นเช่นนั้น

 


หลักการทำงานและข้อเสนอ


 

หลักๆ รวมผมแล้ว เราทำงานกันหกคน เดินงาน รับผิดชอบงานเพื่อรองรับคนทั้งมหาวิทยาลัยมหาสารคาม งานศิลปวัฒนธรรมของมหาวิทยาลัยมหาสารคามเดินได้ช้า ขับเคลื่อนได้ช้า ถ้าอยากแก้ไขเรื่องไหน ผมอยากให้ช่วยในเรื่องงบประมาณ ไม่ต้องเพิ่มขึ้นเยอะ เพื่อให้ทำงานสะดวกขึ้นในบางโครงการ แต่ส่วนใหญ่ที่ผมทำมา เหลือส่งคืนมหาวิทยาลัยเกือบทุกโครงการ  และขอกำลังคนมาเพิ่ม เพราะตอนนี้กำลังบุคลากรในกิจการพิเศษ จริงๆ มีแค่สามคน ยืมมาช่วยราชการสองคน ณ ทุกวันนี้ ผมต้องไปยกเก้าอี้เอง ขนของช่วยแต่มีความสุขดี เราได้เข้าใจหัวใจและรับรู้อุปสรรคในงาน อย่างทีมงานที่ผ่านมา ได้เข้าโรงพยาบาลเพราะนอนไม่พอ ทั้งกลางวัน ทั้งกลางคืน นี่คือสิ่งที่เขาทุ่มเทให้มหาวิทยาลัย ผมว่านี่คืออุปสรรคสำคัญเลย การสืบสานงานทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมต่อไปมันก็จะยาก เราถึงพยายามฝึกทีมงาน ณ วันหนึ่งเขาจะได้พามหาวิทยาลัยมหาสารคามไปได้ ผมจะสอนเขาไปในทางที่ดี ไม่เคยสอนเขาโกงกินหรือสอนให้เขาทำชั่ว ทีมงานจะเข้าใจ ว่าสิ่งที่ผมให้ความสำคัญ คือ ๑. ทีมงานผมทุกคนต้องเรียนหนังสือไปด้วย เพื่ออนาคตของเขา ๒. ทีมงานผมในหนึ่งเดือนต้องกินข้าวกับผมหนึ่งมื้อ อย่างน้อยเพื่อมิตรภาพและถ่ายทอดแนวคิดในทางที่ดีๆ ตั้งแต่มาทำงาน ปกติเบิกค่าโทรศัพท์ส่วนตัวได้เดือนละหนึ่งพันบาท ผมไม่เคยเอาใส่กระเป๋านะ เอามาใช้ตรงนี้ ให้เด็กๆ ใช้ติดต่อประสานงาน กินข้าวร่วมกัน ๓. สำคัญที่สุด เราต้องสุจริตเป็นที่ตั้ง ส่วนข้อดีและดีมากๆ คือ ชาว มมส มีความสามัคคีในจารีตฮีตคอง ประเพณี นี่คือสิ่งที่ประเสริฐที่สุด คือ โชค ของ มมส

 


ความยั่งยืนและผลในเชิงรูปธรรม


 

ในเรื่องของความยั่งยืนหรือผลเชิงรูปธรรม ท่านอธิการบดีมีแนวคิดข้อหนึ่ง คือ สมัยที่ท่านดำรงตำแหน่ง ในเรื่องของศิลปวัฒนธรรม ท่านอยากให้วางรูปแบบไว้เหมือนประเพณีไทยอีสาน เรามีฮีตสิบสอง งานสิบสองเดือน แต่มหาวิทยาลัยเราจะมีงานประจำอะไรเพื่อเป็นหลักไว้ คนที่มาทำต่อจากเราจะได้ทำได้ คือสมัยต่อไป จะได้มีรูปแบบในการทำงาน ท่านก็คิดไว้อย่างนี้ แต่อย่างที่บอก ศิลปวัฒนธรรมไทยอีสานจะยั่งยืนได้ ศิลปวัฒนธรรมไทยอีสานต้องเลี้ยงคนไทยอีสานได้ ศิลปวัฒนธรรมถึงจะมีลมหายใจอยู่ได้ และผมก็ยังย้ำนะว่า ศิลปวัฒนธรรมไทยอีสานของมหาวิทยาลัยมหาสารคามดีที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพราะผมมั่นใจว่า ที่ผมเรียนมานี่ไม่ผิดแน่นอน และผมพาบุคลากรทั้งมหาวิทยาลัยทำ ถ้าผิด ติได้เลย เอาข้อมูลมาพูดกัน แลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ผมเรียนศิลปวัฒนธรรมอีสานในเรื่อง ยาสมุนไพรก็ดี การรักษาแบบโบราณอีสานก็ดี ผมเรียนมาตั้งแต่อายุสิบขวบ อาจารย์ผมก็คือเจ้าคุณะอุดร พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระอุดรคณาจารย์ ที่ราชทินนามสุดท้าย ได้ชื่อ พระราชวุฒาจารย์ (สวัสดิ์ ขันติวิริโย) รองเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ องค์นี้แหละอาจารย์ผมองค์แรกเลย ต่อมาก็พระภาวนาวิศาลเถร (หลวงปู่บุญมี โชติปาโล)วัดสระประสานสุข จังหวัดอุบลราชธานี เป็นลูกศิษย์พระอาจารย์มั่น องค์นี้เก่งเหมือนกันเรื่องผญาอีสานและการปัดเป่าปิ่นปัว ต่อมาองค์สำคัญอีกองค์ หลวงปู่บุญหนา ธัมมทินโน วัดป่าโสตถิผล จังหวัดสกลนคร  อีกองค์ที่เก่งเรื่องศิลปวัฒนธรรมไทยอีสานมากๆ เรียกว่าหาเทียบได้ยาก ท่านนี้เป็นองค์ความรู้ที่ยอดเยี่ยมทีเดียว คือ พระครูพิพัฒน์วิทยาคม (เจริญ ฐานยุตฺโต) วัดโนนสว่าง จังหวัดอุดรธานี  และองค์ที่นับถืออีกองค์ คือ พระครูวินัยวรญาณ (หลวงพ่อมนูญชัย มนุญญพโล) นับถือน้ำใจท่านท่านเสียสละเพื่อสังคม แต่ว่าอาจารย์ที่สอนผมแท้ๆ มีอยู่สี่องค์ วัฒนธรรมไทยอีสานจะยั่งยืนได้ จะปรากฏผลเชิงรูปธรรมได้ในมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ผู้นำจะต้องรู้และมีความเข้าใจ ผมว่าเรื่องศิลปวัฒนธรรมอีสาน ผมศึกษาค้นคว้าเรื่อยๆ ไม่ท้อถอย ส่วนใหญ่จะพยายามเดินตามเอกสารโบราณให้มากที่สุด

 


ศิลปวัฒนธรรมในสังคมยุคใหม่


 

ศิลปวัฒนธรรมทุกอย่างปรับเปลี่ยนหมด แต่มันอยู่ที่ว่าเราจะทำอย่างไรให้ทันกับยุค และอยู่กับมันให้ได้อย่างลงตัว อย่าไปปฏิเสธสังคม สังคมเจริญแล้ว มันไปไกลมากแล้ว แล้วเราจะมาอยู่กับวิธีการเดิมๆ ศิลปวัฒนธรรมจะเดินหน้าได้อย่างไร มันไปไม่ทันโลกดิจิทัล สำหรับคนที่คิดอย่างนี้ ลองมองอีกมุม ยุคดิจิทัลยิ่งดี เพราะว่าเราต้องพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส เราก็ฟื้นทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมไทยอีสานทั้งหมดขึ้นมาสิ พอเราดึงขึ้นมาเสร็จ เราเอามาเป็นจุดขาย จุดผลักดัน หารายได้เข้าสู่ชุมชน แล้วใช้สื่อดิจิทัลให้มันไวยิ่งขึ้น เห็นไหม งานพระพุทธกันทรวิชัยอภิสมัยธรรมนายก คนมาจากทั่วสารทิศเลย ทั้งภาคตะวันออกเฉียงเหนือมาที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มารู้จักพระพุทธกันทรวิชัยอภิสมัยธรรมนายก ขายสินค้าวัฒนธรรม ได้เงินเข้ามหาวิทยาลัย ชุมชนก็มีผลิตภัณฑ์มาขายในงาน เขาได้เงินกลับบ้าน ทุกคนมางานก็มีความสุข นี่เรียกได้ว่า อดีต เพื่อปรับใช้ในปัจจุบัน แล้วกำหนดทิศทางสร้างงานอนาคต เชื่อว่า ณ วันหนึ่ง ศิลปวัฒนธรรมไทยอีสานจะสนองการท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรม สร้างรายได้สู่ชุมชน

 


นิสิต บุคลากร และชุมชน กับบทบาทของงานด้านทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม


 

นิสิต บุคลากร และชุมชนมีบทบาทที่ดีเยี่ยม เพราะว่าผมและทีมงานลงพื้นที่ ลงทุกหมู่บ้าน แล้วบุคลากรของเรารักชุมชน ก่อนที่มหาวิทยาลัยของเราจะให้ชุมชนมารักมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยจะต้องรักชุมชนก่อน ข้อนี้เป็นเรื่องสำคัญ คุณมาอยู่ในพื้นที่ของเขา ผมตั้งใจเลยนะว่า รอบเขตมหาวิทยาลัยมีชุมชนอยู่กี่แห่ง เขตมหาวิทยาลัย ๑. อยู่เขตพื้นที่ในเมือง ๒. เขตพื้นที่ขามเรียง ๓. เขตพื้นที่นาดูน ๔. เขตพื้นที่นาสีนวน ๕. เขตพื้นที่กุดแดง บ้านเกิ้ง คุณจะต้องรักชุมชนทั้งห้าชุมชนนี้เสียก่อน คุณต้องลงชุมชนทั้งห้านี้เสียก่อน เขาถึงจะมาร่วมกับคุณ เขาถึงจะมารักคุณ ผมขึ้นมาปีแรก ก็เอากฐินไปถวายวัดพระธาตุนาดูน พอลงไปชุมชนพระธาตุนาดูน คำแรกที่เขาพูด “มหาวิทยาลัยมหาสารคามไม่ทิ้งชุมชน” มหาวิทยาลัยกลับมาแล้ว ไม่ทิ้งชุมชน ปีที่สองไปลงวัดเจริญผล เพราะว่าอยู่ท่าขอนยาง ปีต่อไป ถ้ายังไม่เบื่อ ต้องหาที่ลงในที่ชุมชนรอบมหาวิทยาลัยเราที่เรายังไม่เคยไปเป็นผู้ให้ นาสีนวนนี่ไปลงแล้ว เราต้องไปอยู่ในที่ของเรา ให้ชุมชนรักเรา เราต้องรักเขาก่อน พระพุทธเจ้าตรัสว่า ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ผมลงไปฟ้อนกับเขาหมด ไม่ได้สนใจ ผมก็ทำอย่างนี้ นิสิตเข้าร่วมงาน แม้ว่าจะไม่ใช่งานของนิสิตโดยตรงก็ตาม ผมมีแนวปฏิบัติข้อหนึ่งคือ งานศิลปวัฒนธรรมเราต้องเอานิสิตที่เรียนวัฒนธรรมหรือนิสิตที่เรียนสายมนุษยศาสตร์-สังคมศาสตร์มาช่วยงาน เอามาช่วยเพราะอะไร ถ้ามีงบประมาณพอ เด็กจะได้มีรายได้ ได้ฝึกประสบการณ์ และผมเข้ามา แนวปฏิบัติแรกคือ เราไม่ซื้อของภายนอก เราต้องใช้ของมหาวิทยาลัยเราเอง เช่น หมอลำ จะไปจ้างทำไมข้างนอก เป็นแสน นิสิตคณะศิลปกรรมศาสตร์ดีนะ คือ เรามีหมอลำอยู่แล้วและเขาต้องสอบของเขาทุกปี แต่ละปีต้องไปเก็บเงินกันเอง เพื่อเรียนรู้ทดสอบในรายวิชา นิสิตเราบางคนฐานะครอบครัวลำบาก มาเรียนหนังสือ ผมเคยเจอกับตนเอง เด็กมาขอทำงาน งานอะไรก็ได้เพื่อให้ได้เงินไปลงขันในการสร้างองค์ความรู้ แต่ละปีใช้เงินประมาณหลักแสน พอผมขึ้นมา ผมพยายามใช้ในสิ่งที่มหาวิทยาลัยเรามี ให้สนับสนุน รวมถึงขอความเมตตาท่านใดได้รับรางวัลพระธาตุนาดูนทองคำ ขอเมตตาท่านมาช่วยให้กำลังใจนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม คุณแม่นกน้อย อุไรพร เป็นตัวอย่างที่ดี เป็นศิลปินพระธาตุนาดูนทองคำ ในวันรับพระราชทานท่านกำลังจะขึ้นรถตู้ ผมบอกเลย “คุณแม่ ขอให้คุณแม่อย่าทิ้งมหาวิทยาลัยมหาสารคาม” ท่านรับปากผมเดี๋ยวนั้นเลยนะ “ได้” สิ่งแรกที่ท่านทำ คือ วันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๖๐ ผมเรียกศิลปินพระธาตุนาดูนทองคำได้เต็มปาก ท่านมาขึ้นเวทีหมอลำ งบประมาณที่ได้รับสองแสนห้าหมื่นบาท ผมเหลือเงินทำงานอยู่หนึ่งแสนห้าหมื่นบาท หนึ่งแสนบาทคือตัดให้คณะศิลปกรรมให้เขาไปเสริมสร้างหมอลำ มมส อาจารย์บุคลากรในคณะนี้ผมยอมใจเลยในความเสียสละความเมตตาต่อนิสิต  คุณแม่นกน้อยมางาน พอกลับถึงบ้านท่านโทรศัพท์กลับมาหาผม “แม่จะกลับมามหาวิทยาลัยมหาสารคามอีกที แม่จะมาช่วยมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เพราะแม่เป็นบุคลากรของที่นี่” นี่คือสิ่งที่เห็นเป็นรูปธรรม ว่าศิลปินพระธาตุนาดูนทองคำ ชื่อนกน้อย อุไรพร อุดร ถิ่นคนบุญ เป็นคนเสียสละ เป็นคนที่สนับสนุนมหาวิทยาลัยมหาสารคาม อันนี้ต้องขอขอบคุณรองศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย สมัปปิโต (อดีตอธิการบดี) ที่มีนโยบายสร้างเวทีทิ้งไว้ให้ ต่อมาของที่เรามี คือ คณะดุริยางคศิลป์ โครงการทุกโครงการ ผมบอกเลยคณาจารย์คณะนี้มีหัวใจสูงส่งมากในการผลักดันเพื่อชื่อเสียงศิลปวัฒนธรรมของมหาวิทยาลัยเรา เชิดชูทั้งโปงลาง กลองยาว ดนตรีสากล ออร์เคสตรา ดนตรีไทย หมอลำ ทุกสิ่งทุกอย่าง ของดีอยู่ในมหาวิทยาลัย คนข้างในไม่สนับสนุน จะให้ใครมาสนับสนุน ความรัก ความเมตตาอาทร จะรวมเป็นพลังสามัคคี ให้มหาวิทยาลัยเรายืนหยัดอย่างสง่างามในทุกระดับสังคม

 


ทิศทางของการทำงานทำนุฯ มมส


 

มหาวิทยาลัยมหาสารคามเป็นมหาวิทยาลัยแห่งศิลปวัฒนธรรม เราจะต้องพิจารณาว่า ฟันเฟืองที่หมุนไป ปัญหานี้ ผู้แจ้งมาตลอด มีอยู่แค่ข้อเดียว ควรจะแก้ให้ตก ท่านรองศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย สมัปปิโต (อดีตอธิการบดี) ท่านทำไว้ดีแล้ว เราต้องสนับสนุนให้ทุกคณะผลักดัน “หนึ่งคณะหนึ่งศิลปวัฒนธรรม” ออกมาให้เป็นรูปเป็นร่าง จะต้องลงไปจับมือกับชุมชน เราต้องไปช่วยเขา ในชุมชนเขามีอะไรเด่น หรือว่าเขาขาดอะไรในสิ่งที่มันหายไปแล้ว หรือแต่ก่อนเคยมี เราไปฟื้นตัวนั้นให้คืนมา หรือว่าเขามีอะไรเด่นๆ เราลงไปชูเขาขึ้นมา เพื่อให้สังคมในโลกออนไลน์ โลกดิจิทัลได้รู้จักตรงนี้ เพื่อให้รายได้วิ่งไปสู่ชุมชน ข้อนี้เราถึงจะเรียกว่า เราทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม และเรียกว่า เราเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อชุมชนจริง เพราะลงไปช่วยให้ปากท้องชุมชนอยู่ได้ และต่อไปชาวประชา ไทยอีสาน พี่น้องที่เกิดใหม่ เขาจะได้ไม่ต้องวิ่งไปที่อื่น สงสารเขา คนที่เข้าไปแสวงโชค สู้ชีวิตในเมืองกรุง เงินเดือนสี่ห้าหมื่น แต่ต้องไปเสียค่าเช่าอีกเท่าไหร่ มันจะเหลือสักเท่าไหร่ เราจะต้องให้เขากลับมาพัฒนาชุมชนอย่างมีความสุข นี่คือการพัฒนาศิลปวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน มหาวิทยาลัยมหาสารคามจึงสมควรที่จะเรียกว่า พหูนํ ปณฺฑิโต ชีเว ผู้มีปัญญาพึงเป็นอยู่เพื่อมหาชน เป็นมหาวิทยาลัยเพื่อชุมชนจริงๆ นี่เป็นโจทย์ที่ท้าทาย และเป็นเรื่องที่ต้องพัฒนาต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

 


อยากกล่าวอะไรถึงผู้เกี่ยวข้อง


 

ผมรักทุกคนในมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เพราะว่าผมโตจากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ผมอยู่ที่นี่สิบหกปีเข้าปีที่สิบเจ็ด คนปกติเขาอาจจะมองว่า เราก็มาทำการทำงานตามเวลา ใช้เหงื่อแลกเงินมา ผมมีความผูกพันกับที่นี่ คิดอยู่ตลอดเวลาว่า เราจะสร้างคุณงามความดีอะไรเพื่อมหาวิทยาลัยมหาสารคามของเรา  เพื่อมหาวิทยาลัย เพื่อมหาวิทยาลัย แต่เราต้องย้อนกลับมาคิดว่า คำว่าเพื่อมหาวิทยาลัย เราได้ทำประโยชน์อันใดฝากไว้แล้วบ้าง มหาวิทยาลัย เขาคืนเงินเดือนให้เรา คืนเงินประจำตำแหน่งให้เรา ที่แลกจากแรงงานแรงสมอง จริงอยู่เราเอาแรงงานแลก แต่ในสิ่งที่เหนือกว่านั้นขึ้นไป นอกเหนือจากการทำงานประจำ มันจะมีอยู่จุดหนึ่งที่เหนือจากตัวนั้นขึ้นไป คือ สำนึก เราจะตอบแทนมหาวิทยาลัยเราอย่างไร ฝากไว้แก่มหาวิทยาลัยของพวกเราทุกคน ผมรักมหาวิทยาลัยแห่งนี้ รักสมาชิกทุกคนในมหาวิทยาลัยมหาสารคามนี้ และวันหนึ่ง ถ้าผมวางงานนี้เรียบร้อยแล้ว ผมพร้อมที่จะลงได้ตลอดเวลา ผมมาสร้างแนวทาง วางรูปแบบด้านที่ผมพอมีความรู้ให้มหาวิทยาลัย องค์กรอื่นๆ มาติดต่อ ก็ไปช่วย ก็คิดว่าพี่น้องผมทั้งนั้น ผมไปที่ไหน เอากลองยาว ดุริยางคศิลป์ ศิลปกรรมไปเผยแพร่ เอาไปสองสามร้อยคน สิ่งที่เราจะได้รับกลับมาคือชื่อเสียง ประชาสัมพันธ์ไปในตัว คนที่ไปถ่ายภาพงานต่างๆ ที่เราไป ภาพออกไปทั่วโลก เขาจะมุ่งมาที่มหาวิทยาลัยมหาสารคามของเรา ผมออกไปนอกพื้นที่นี่ อย่าคิดว่าเราไปแล้วไม่ได้อะไรกลับมา เท้าย่ำเหยียบดินไป ดินมันยังติดมา ชื่อเสียง ภาพที่ออกไป ทั่วโลกดิจิทัล โลกออนไลน์ โลกไอที สิ่งงดงามก็จะติดกลับมาสู่มหาวิทยาลัยเรา เช่นกันกับดินติดเท้าที่เราเดินไป มุมมองเหล่านี้ ส่วนนึงผมได้จากครูของผมเอง ท่านอาจารย์ยุวดี ตปนียากร ที่ท่านคอยให้แง่คิด มุมมองดีๆ แก่ผมเสมอมา

 


ฝากถึงนิสิต บุคลากร และชุมชนในการทำนุ ฟื้นฟู เผยแพร่ งานศิลปวัฒนธรรม


 

ขอให้ทุกคนมีความเอื้ออาทรต่อกัน มีพระพุทธศาสนา มีศีลธรรมเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และมีศิลปวัฒนธรรมไทยอีสาน เป็นจุดที่เรารวมน้ำใจไมตรีต่อกัน มาเห็นกันเมื่อไหร่ก็ขอให้มีรอยยิ้ม มีความม่วนซื่นโฮแซว อย่ามีความทุกข์ความร้อน ก็ขอให้ทุกคนในมหาวิทยาลัยมีความสุขมากๆ ขอให้ทุกคนมีความสุข

ลองเอาไปปฏิบัติดู ศิลปวัฒนธรรม ถ้าเห็นว่ามันดี ลองเอาไปทำ ถ้าทำแล้วไม่ได้ผลก็ถึงว่าไม่ดี ถ้ามันทำแล้วดีก็ให้ท่านเอาไปเผยแพร่ชุมชนของท่าน และชุมชนอื่นๆ ต่อไป ศิลปวัฒนธรรมไทยอีสานถึงจะยั่งยืน ลมหายใจของคนไทยอีสานถึงจะอยู่ได้ต่อไป มหาวิทยาลัยมหาสารคามเกิดมาเพื่อต่อลมหายใจให้กับศิลปวัฒนธรรม ประเพณี ภูมิปัญญาไทยอีสาน ให้ยังคงยั่งยืนอยู่ต่อไปได้ เพื่อมหาชนอย่างแท้จริง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *